เราต้องพัฒนาองค์กรด้วยพุทธวิธีบริหาร
ปฏิรูปการเรียนรู้
เดี่ยวนี้มักใช้คำว่า "ปฏิรูป" มีปฏิรูปราชการ ปฏิรูปการศึกษา
ปฏิรูปองค์กร ปฏิรูปก็คือการเปลี่ยนแปลงจากรูปหนึ่งแบบแผนหนึ่ง ไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
ที่คาดหวังว่าคงจะดีกว่าเดิม และคิดว่าน่าจะเป็นการแก้ปัญหาปัจจุบัน
หรือสามารถหลุดพ้นจากสภาพปัญหาในปัจจุบัน
การเรียนรู้ก็เช่นกัน ในยุคเจริญรุ่งเรืองใครจะเรียนอะไรก็เรียนไปเถอะ
จะใช้ประโยชน์ไม่ได้ก็เป็นการเสริมความรู้ เพิ่มความรู้รอบตัวแบบกว้างๆ
(Nice to Know) ถ้าใช้ประโยชน์อย่างเห็นได้ชัดก็จะเป็นเทคนิควิชาชีพเพื่อความรอบรู้ในงาน
ที่ตนเองทำอยู่ (Need to Know) ถ้าจะเน้นหนักบังคับให้เรียนมิเช่นนั้นจะทำงานไม่ได้
หรือกฎหมายไม่ยอมรับ (ผิดกฎหมาย) ก็เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ (Must
to Know) บางทีรู้ไปก็ไม่ได้เอาไปใช้งาน ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ และยุคเริ่มเศรษฐกิจใหม่ยามฟื้นไข้
การเรียนรู้ต้องตรงจุดใช้งานตรงจุดกลยุทธยามฟื้นไข ้แล้วต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ได้
และอะไรละที่พนักงานแต่ละระดับ ควรจะเรียนรู้ ผู้รับเหมาควรจะต้องเรียนรู้อะไร
และองค์กรต้องการสะสมความรู้ประเภทไหน
ปรัชญาแนวคิดในการเรียนรู้ "เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา
ตั้งแต่เกิด ร่ำเรียน ทำมาหากิน จนถึงวัยชรา สิ้นสุดการเรียนที่ความตาย
เนื่องจากโลกแห่งความเป็นอยู่ของมนุษย์ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้ที่ไม่อยากเรียนรู้
ย่อมปรับตัวได้ยาก ไม่สามารถต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างสง่างาม
และจะเป็นผู้แพ้ในที่สุด" การเรียนรู้ในสมัยก่อน ๆ นิยมสอน
และให้สอบ เป็นเทคนิคการสอนแบบ "พูดให้ฟังและตอบคำถามให้ได้"
หรือเป็นการสอนให้ห้องบรรยาย (Class Room Training) เป็นส่วนใหญ่
คนส่วนใหญ่มาเรียนแล้วพอกลับไปที่ทำงาน มีไม่เกิน 5% ที่นำเอาไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์
ทางพุทธเรียกว่า "เรียนแต่ปริยัติ"
หรือ "สอนแต่ปริยัติ" รู้แต่ปฏิบัติไม่ได้
เหมือนบอกว่า สูบบุหรี่ไม่ดี แต่คนสอนก็ยังสูบบุหรี่อยู่ คนฟังก็เลยไม่เชื่อถือ
บางครั้งเรียนมาแล้วแต่พอถึงเวลาจำเป็น ก็เอาความรู้มาแก้ปัญหาไม่ได้
เป็นประเภท "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด"
เหมือนอ่านฟังตำรากับข้าวทำครัวร้อยครั้ง ก็ยังทำครัวไม่เป็นอยู่ดี
ท่านอาจารย์บางท่านบอกว่า "เรียนไม่ครบ เป็นการศึกษาแบบหมาหางด้วน"
การเรียนรู้ในสมัยปัจจุบันนี้ เริ่มมาพูดมาเน้นในเรื่องของการสอนในงาน
(On (the Job Training : OJT) สอนในชั้นเรียนเท่าที่จำเป็น
แล้วก็มาสอนต่อในงานเลย อาจต่อเนื่องทีเดียวจบ หรือทีละนิด ๆ ก็ได้
ว่างๆก็สอนกันไป คนญี่ปุ่นชอบวิธีนี้มาก เคยมีนักศึกษาไปบวชและฝึกกับหลวงพ่อชา
แล้ววันๆ เอาแต่อ่านหนังสือธรรมะ หลวงพ่อชาสั่งห้าม บอกว่าอ่านมามากพอแล้ว
ให้ฝึกปฏิบัติและให้เรียนรู้จากการอ่านตัวเอง การสอนขับรถ สอนกลึงโลหะ
สอนควบคุมเครื่องจักร ก็ต้องฝึกภาคปฏิบัติกันเลย ในทางพุทธเรียกขั้นตอนนี้ว่า
"ปฏิบัติ" การเรียนรู้ในอนาคต หรือเริ่มมีแนวคิดกันในปัจจุบันนี้แล้ว
คือการสอนแบบเล็งผลเป็นสำคัญ ทางพุทธเรียกขั้นตอนนี้ว่า "ปฏิเวธ"
คือสอนทฤษฎีเสร็จ ก็ไปฝึกปฏิบัติ จากนั้นก็มอบหมายโครงการ (On
the Project Training : OPT)ให้ไปทำ ระหว่างการทำโครงการจริงๆกันเลย
ครูหรือผู้บังคับบัญชาก็สอน ให้คำปรึกษา และให้คำแนะนำไปด้วย วัดผลลัพธ์ไปด้วย
มีการวิเคราะห์โครงการไปด้วย ทั้งเหตุและผล บทเรียนที่ได้รับ แนวทางในการขยายผลต่อไป
ในทางการเรียนการศึกษา อาจเรียกการเรียนแบบนี้ว่า "สอนแบบให้วิทยานิพนธ์"
ในทางธุรกิจ อาจเรียกว่า "One Key Man, One Project"
อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเป็นพนักงานปฏิบัติการ ก็อาจใช้กระบวนการกลุ่ม
(QCC) เป็นเครื่องมือในการสอนด้วย การเรียนรู้แบบนี้ จึงเป็น
"การเรียนรู้ แบบหมาหางไม่ด้วน" ถ้าเป็นพนักงานจัดการก็อาจใช้วิธีการบริหารโดยวัตถุประสงค์
(MBO) เป็นเครื่องมือในการสอนได้
การปฏิรูปการเรียนรู้นั้น ในที่สุดก็ต้องมุ่งเน้นไปที่การเรียนที่ครบถ้วนทั้ง
ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ การเรียนรู้นั้นจึงจะเกิดประโยชน์ ทั้งในด้านพัฒนาคน
และพัฒนาองค์กรด้วย พุทธวิธีบริหาร http://easy.to/budmgt
|
ในยุคโลกาภิวัฒน์ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงปรับปรุง
หากเราไม่เข้าใจว่าเปลี่ยนแปลงไปทำไม อันนี้เป็นอันตรายเหมือนบอกว่า
พวกเราจะไปเชียงใหม่กัน แต่เราไม่รู้วัตถุประสงค์ กรอบของเวลา วิธีการที่เหมาะสมในการเดินทาง
และความพร้อมของคน แบบนี้ย่อมมีปัญหาในเรื่องการบรรลุเป้าหมาย และจะขาดความร่วมมือร่วมใจ
จากวิสัยทัศน์ของชาติไทย ที่จะต้องแข่งขันกับต่างชาติ โดยเฉพาะในแถบเอเซียด้วยกัน
เพื่อให้ชาติไทยอยู่ในแนวหน้า รู้ทันเท่าทันชาติอื่น ตลอดจนสามารถอยู่ได้กับชาวตะวันตก
โดยที่เราไม่เสียเปรียบในเรื่องของการซื้อ และการขายเชิงเศรษฐกิจในระบบนานาชาติ
มีหลายสิ่งที่ต้องปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงหรือจัดทัพใหม่ จัดยุทธวิธีใหม่
ฝึกกำลังรบกันใหม่ จัดหายุทโธปกรณ์กันใหม่ ได้แก่ การวิเคราะห์เหตุปัจจัยในการแข่งขันต่อสู้ในระดับชาติ
การนำข้อมูลมาผ่าตัด จัดองค์กรเป็นกระทรวงทบวงกรมกันใหม่หรือจัดทัพใหม่
ปฏิรูปการศึกษา(เตรียมพร้อมเรื่องคน) การหากลยุทธวิธีทำให้ชาติเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ
ทั้งการช่วยเหลือคนในชาติ การส่งออก และการป้องกันการครอบงำเศรษฐกิจในประเทศโดยคนต่างชาติ
(จุดนี้ยังไม่ชัดเจนในเรื่องกลยุทธ) การฝึกให้คนในชาติเรียนรู้และปฏิบัติการเชิงเศรษฐกิจและจริยธรรม
(มีโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และการส่งเสริมจริยธรรม) สุดท้ายเป็นการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
(จุดนี้ยังไม่ชัดเจน)
คนเป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ การที่จะทำลายประเทศใดประเทศหนึ่งเคยมีการใช้ยาเสพติด
เช่นฝิ่น เฮโรอิน มาใช้ทำลายคนในชาติได้ เมื่อคนในชาติอ่อนแอ ชาติย่อมอ่อนแอด้วย
การพัฒนาคนจะทำอย่างไรกับคนในวัยทำงานแล้ว และวัยหลังเกษียณ การพัฒนาคนจะทำอย่างไรกับคนในวัยนักเรียนนักศึกษา
เพื่อที่จะมีคนที่เป็นคลื่นทะเลลูกถัดๆไป ในอีก 5-10 ปี ข้างหน้า เป็นทั้งคนดีและคนเก่ง
คุณภาพนักเรียนมีปัญหาตรงไหน เดี๋ยวนี้จะเห็นว่าเด็กสมัยปัจจุบันไม่เหมือนรุ่นที่เรียนในอดีตกาล
เด็กมักถูกเลี้ยงจนเป็นคุณหนู ชอบบริโภค ชอบคุณค่าเทียมมากว่าคุณค่าแท้หรือชอบซื้อของ
ชอบการสื่อสาร ไม่อดทน ขี้บ่น ทำตัวฉาบฉวย ชอบเชื่อเพื่อน และส่วนใหญ่หลงระเริงไปกับยาเสพติด
ไม่ค่อยเคารพพ่อแม่ พี่ หรือผู้อาวุโสกว่า ไม่ชอบช่วยพ่อแม่ทำงานที่บ้าน
ซักผ้ารีดผ้าไม่เป็น เราฝึกคนของเราเป็นนักบริโภคทั้งผลิตภัณฑ์และบริการ
เราขาดการฝึกคนของเราเป็นนักผลิตและนักบริการ คุณภาพเยาวชนของชาติที่เราต้องการ
คือ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน สุขภาพดี เก่งกล้า รักชาติศาสน์กษัตริย์
รักการพึ่งพาตนเอง รักการเป็นนักผลิตมากกว่านักบริโภค มีปัญญารู้เท่าทันโลก
รักสังคม ไม่เห็นแก่ตัว ชอบช่วยเหลือส่วนรวม และมีความสามารถในการอยู่รอด
(Survival Competency) การเอานักเรียนเป็นสำคัญ หรือเป็นจุดศูนย์การเรียนรู้
แท้จริงแล้วก็เหมือนวิชา บริหารคุณภาพโดยรวม หรือ TQM ที่เน้นลูกค้าเป็นสำคัญ
และต้องทำให้ลูกค้าพึงพอใจในเรื่องที่ตกลงกัน ใครคือลูกค้า มีนักเรียนที่เป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง
ผู้ปกครองที่คอยลุ้นลูก บริษัทที่จะต้องรับนักเรียนมาเป็นพนักงานในอนาคต
และชาติที่ต้องการนักเรียนที่จะมาเป็นผู้นำและผู้ปฏิบัติตามนโยบายรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ใครคือผู้ผลิต มีครู โรงเรียน ผู้ปกครอง และรัฐ ผลิตภัณฑ์คืออะไร คือนักเรียนที่มีคุณสมบัติตามความต้องการของนักเรียนเอง
ของผู้ปกครอง ของบริษัท และของชาติ อะไรคือคุณภาพที่ต้องการ มันคือลักษณะความต้องการเฉพาะเป็นแบบการตลาดหนึ่งต่อหนึ่ง
(One to One Requirement)
การเอานักเรียนเป็นผลิตภัณฑ์นั้นจะคล้ายๆ เทียบเคียงกับ งานจ้างทำของ
คือเอาวัสดุจากลูกค้า แล้วมาทำของชิ้นงานให้ จากนั้นก็ส่งชิ้นงานกลับไปที่ลูกค้า
แล้วลูกค้าก็เอาชิ้นงานนั้นเอาไปใช้ประโยชน์ต่อไป เปรียบเทียบกับรับนักเรียนจากพ่อแม่
แล้วครูหรือโรงเรียนก็รับนักเรียนจากสภาพเดิมที่ไม่เก่งไม่รู้ไม่ดี
มาแปรรูปเปลี่ยนให้เป็นคนดีและคนเก่ง ส่งมอบชิ้นงานผ่านกระบวนการผลิตโดยเครื่องจักรต่างๆ
จากชั้นประถมปีที่ 1 ถึง 6 ส่งมอบชิ้นงานต่อไปยังชั้นมัธยมปีที่ 1
ถึง 6 จากนั้นก็ส่งต่อถึงขั้นมหาวิทยาลัย จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
ตามที่ลูกค้าสั่ง คืออยากให้นักเรียนคนนั้นเป็นหมอ วิศวกร หรือช่างศิลป์
หากเป็นไปได้ เอกชนหรือรัฐ าจจะสั่งความต้องการในเรื่องของปริมาณหรือจำนวนในแต่ละปีด้วยก็ได้
นักเรียนที่มีคุณภาพซึ่ง ในละขั้นตอนของการหล่อปั้นตบแต่งเด็กนักเรียนในแต่ละเทอมแต่ละปีการศึกษา
ก็จะมีการควบคุมคุณภาพการผลิต และตรวจสอบประเมินผลคุณภาพนักเรียน (ส่วนใหญ่จะวัดด้านความเก่ง
ด้านความดียังขาดการประเมินกันอย่างจริงจัง) การผลิตนักเรียนในลักษณะเดียวกันกับ
"การจ้างทำของ" นั้น ผู้ว่าจ้างคือพ่อแม่ผู้ปกครอง ชิ้นงานที่ผู้ว่าจ้างส่งมาคือนักเรียน
และผู้ผลิตหรือผู้รับจ้างหรือเรือจ้างคือโรงเรียนและคุณครูทั้งหลาย
ที่การผลิตจะเป็นแบบคล้ายโรงงาน คือจะต้องผลิตแบบมากๆ แต่ละห้องแต่ละชั้นเรียนเหมือนแต่ละแผนกเครื่องจักร
ที่เรียงต่อตามกันมา หากโรงเรียนหรือครูใหญ่ (เทียบกับผู้จัดการโรงงงาน)
และครูผู้สอน (ผู้ผลิตที่แท้จริง) ตกลงกันว่า คุณภาพนักเรียนที่ต้องการคืออะไร
เรียนแล้วเก่งและดีก็ชมเชยกันไป ทั้งนักเรียนและครู เรียนแล้วเข้ามหาวิทยาลัยได้มากน้อยเท่าใด
ได้คณะดีหรือไม่ หรือตรงตามที่นักเรียนและผู้ปกครองต้องการหรือไม่
นี่อาจเป็นผลลัพธ์สุดท้ายที่โรงเรียนต้องติดตามทุกปี เรียนแล้วโง่ไม่รู้เรื่องและกลายเป็นนักเลงนักเสพยาเสพติด
ก็ถือว่าเป็นความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ที่ส่งมอบไปแล้ว ทั้งครู โรงเรียน
พ่อแม่ผู้ปกครอง และรัฐ จะต้องหาสาเหตุ ประสานงาน และแก้ไขข้อบกพร่องกันไป
หรือช่วยเหลือกันไป การที่เด็กนักเรียนต้องไปเรียนพิเศษอีกถือว่า การสอนมีปัญหา
หรือไม่ไว้วางใจครูในโรงเรียนนั่นเอง หากเราใช้วิชาการบริหารคุณภาพโดยรวม
หรือ TQM โดยใช้ ผังก้างปลาวิเคราะห์ปัญหาคุณภาพนักเรียน
ของชาติมีลักษณะไม่พึงประสงค์นั้น อาจจำแนกเป็น 9 เหตุปัจจัย ดังนี้
1. ตัวนักเรียนเอง บางคนเชื่อว่ากรรมพันธุ์มีส่วน นอกจากนี้ ความตั้งใจ
สมาธิ ความพึงพอใจในวิชา ความชอบในครูผู้สอน มีส่วนทำให้เรียนรู้เรื่อง
2. ครูผู้สอน ทำอย่างไรครูจึงพัฒนาให้เทียบเท่าครูพิเศษ ทำอย่างไรให้นักเรียนศรัทธาครู
3. ผู้ปกครองหรือพ่อแม่ หากให้ความสำคัญต่อการศึกษาของเด็ก คอยให้กำลังใจ
และกระตุ้นเตือนเด็ก จะช่วยได้มาก
4. หลักสูตรการเรียนรู้ ควรให้เหมาะสมแต่ละวัย แต่ละวิชา ควรรับสอดคล้อง
เป็นพื้นฐานให้แก่กันและกัน ไม่กลับไปกลับมา ให้มองแบบองค์รวมหรือบูรณาการ
ซึ่งหมายถึง การทำสิ่งหนึ่งต้องดูเหตุปัจจัยหลายๆอย่าง และผลกระทบที่จะตามมาหลายๆอย่างด้วย
จากนั้นก็จัดสมดุลให้ หลักการเรียนรู้นั้น อย่าลืมเรื่องชีวิต การอยู่รอดแห่งชีวิต
จริยธรรม สาระในแต่ละวิชาควรทำให้เป็นเกมบ้าง (ไม่ควรมาก เอาแต่พอดี)
เป็นสิ่งมีประโยชน์ใช้งานได้จริงในชีวิตจริงหรือไม่ในทุกๆเรื่องที่กำลังเรียนอยู่
เช่น การหา ครน. มีประโยชน์อะไรต่อชีวิตจริงในชีวิตประจำวันบ้าง
5. วิธีการสอน จะหาวิธีการสอนอย่างไร วิชายากๆ กลายเป็นวิชาง่ายๆ น่าสนใจ
เรียบง่าย สบายใจ (Easy & Enjoy) สอนแล้วฟังสนุกน่าติดตาม
เหมือน Talk Show ได้หรือไม่ เราควรสอนปริยัติ
(เรียนรู้วิชา) ปฏิบัติ (ลองทำดู)
และปฏิเวธ (วิเคราะห์ผลจากการปฏิบัติ)
6. สื่อการสอน นั้นอาจสื่อด้วยภาษาท่าทาง น้ำเสียง สื่ออื่นๆ ที่สำคัญมีอะไรบ้าง
เพราะการเรียนรู้หากสัมผัสด้วยอายตนะ 6 คือ ตาดู หูฟัง จมูกดมกลิ่น
ปากลิ้มรส กายสัมผัส และบรรยากาศรับอารมณ์ ก็จะชำนาญไปเอง สื่อการสอนต่างๆ
มี โปสเตอร์ คอมพิวเตอร์ โสตทัศนูปกรณ์ เป็นต้น
7. สถานที่เรียน อาจเป็นห้องเรียน สนามหญ้า ทุ่งนา โรงงานอุตสาหกรรม
หมู่บ้าน วัด และบ้าน อย่าคิดว่าการเรียนจะต้องเรียนในห้องเรียนอย่างเดียว
8. โรงเรียน ซึ่งจะเป็นการบริหารเหตุปัจจัยในการเรียนรู้ของนักเรียน
สร้างความสมดุลของเหตุปัจจัยข้อ 1 ถึง 7
9. ภาครัฐ เป็นหน่วยงานราชการ ที่จะเป็นผู้กำหนดนโยบายการเรียนการสอน
กำหนดหลักสูตร กำหนดคุณภาพการเรียนการสอน ตลอดจนการสนับสนุนเงินทุนงบประมาณบางส่วนให้
เมื่อเรารู้เหตุปัจจัยทั้ง
9 ประการแล้ว ก็จะเป็นเรื่องของการบริหารเหตุปัจจัยทั้ง 9 เพื่อคุณภาพนักเรียนที่ต้องการได้อย่างไร
จากนั้นชาติก็จะมีคนที่มีคุณภาพ สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่และผู้นำประเทศที่เก่งกล้าสามารถต่อกรในระดับนานาชาติได้
และอย่าลืม "เรียนภาษาอังกฤษ" เพราะยุคโลกาภิวัฒน์
จุดอ่อนของประเทศไทยคือ คนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ทั้งๆที่เรียนตั้งแต่ยังเด็กจนเป็นวัยรุ่นก็ยังเรียนอยู่
พุทธวิธีบริหาร http://easy.to/budmgt
.............. สมหวัง วิทยาปัญญานนท์ |