ในการเรียนในประเทศไทยนี้นับว่ายังเกิดปัญหาอยู่อย่างมาก
                   ในการเรียนในประเทศไทยนี้นับว่ายังเกิดปัญหาอยู่อย่างมาก เพราะว่าเราไม่เข้าใจกันและกัน คุณครูสอนไป บางทีก็ไม่สอนอย่างเต็มที่
เพราะคิดว่านักเรียนได้ไปเรียนพิเศษกันมาแล้ว บางทีก็พูดจาประชดไม่ชอบการกระทำของนักเรียน ที่โรงเรียนของดิฉันเป็นอย่างนี้ อาจารย์บางท่าน
ก็ไปเปิดสถานที่กวดวิชาของตนเอง แล้วเมื่อมีเด็กคนไหนไปเรียนกับเขา (ไม่ไปเรียนในโรงเรียนกวดวิชาที่นิยมกัน) ก็จะบอกแนวข้อสอบ
หรือบางครั้งอาจจะบอกข้อสอบให้เลยก็เป็นได้ ซึ่งเหตุการณ์อย่างนี้จะมาหาว่านักเรียนไม่สนใจเรียนกับตัวเขาก็ไม่ถูก เพราะว่าอาจารย์บางท่าน
สอนค่อนข้างน่าเบื่อไม่มีเทคนิคในการสอนเพื่อกระตุ้น สร้างแรงจูงใจให้นักเรียนเกิดความสนใจ เพราะเมื่อถึงวิชาเรียนก็แค่เข้ามาในห้อง
บางครั้งบางท่านมาสาย หรือไม่เข้าสอนในคาบ สั่งงานให้มากเกินไป เพราะอ้างตามวิธีการ child center นักเรียนต้องค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง
ซึ่งข้อความดังกล่าวนี้ก็เป็นเหตุการณ์บางส่วนที่เกิดขึ้นกับตัวดิฉันเอง ดิฉันคิดว่าในการที่เราจะพัฒนาการเรียน การสอนในประเทศไทยนั้น
เราไม่ควรที่จะเน้นการเรียนทางทฤษฎีมากเกินไป ควรจะมีการปฏิบัติด้วย เพราะว่าจะช่วยให้เราได้คิด ได้ลองทำ มากกว่าไปนั่งฟังแต่ความคิด
ของอาจารย์ฝ่ายเดียว แม้กระทั่งการไปเรียนพิเศษจุดประสงค์ของเขาคือเพื่อการไปสอบเอ็นทรานซ์ เขาจึงอัดแต่ทฤษฏีให้ เราก็ไม่ได้คิด
ไปนั่งเรียนกับวีดีโอไม่พอ ยังไปฟังความคิดของเขาซึ่งเราก็ไม่สามารถขัดแย้งกับโทรทัศน์ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าต้องการพัฒนาการเรียน
นั้น เราควรจะให้ความสำคัญกับความคิดของนักเรียน หาวิธีการที่ทำให้เขาสามารถแสดงความสามารถในตัวเขาให้เราเห็น ยอมรับเขา ให้โอกาสเขา
ไม่ไปปิดกั้นจินตนาการการกระทำของเขา ซึ่งถ้าเราทำ ย่อมทำให้เขามีความกระตือรือร้น มั่นใจในตัวเองมากขึ้น และฝึกพัฒนาทางด้านจิดใจของเขา
เพราะปัจจุบันนี้ เด็กไทยให้ความสำคัญกับวัตถุมากเกินไป ไม่ยกระดับจิดใจให้สูงขึ้น เล่นเกมบ้าง ไปเดินห้างบ้าง เข้าเทค เข้าบาร์บ้าง ซึ่งความสุขเหล่านี้
เป็นความสุขที่ไม่มีหมด กลับต้องการเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่คุณภาพจิดยิ่งเสื่อมลงเรื่อย ๆ เหมือนกัน และเราควรให้ความสำคัญกับทุก ๆ วิชา
ไม่ใช่ว่าพวกฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เลข เป็นวิชาที่เราจะต้องใช้ในการเอ็น มีผลมาก ต้องเข้มด้านนี้มาก แต่พวกพระพุทธศาสนา พลศึกษา มันไม่สำคัญเรียน ๆ
ไปอย่างนั้นแหละ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีเหมือนกัน เพราะวิชาพวกนี้ก็เป็นวิชาที่ปลูกฝังจิตใจของคนเรามากวิชาหนึ่งเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการศึกษา เราจะต้องเน้นความสำคัญที่ตัวเด็กให้เขาแสดงความสามารถในทางที่ถูกที่ควรอย่างเต็มที่ ไม่ไปปิดกั้นเขา
แม้แต่การสั่ง"ห้าม" "อย่า" ก็ถือได้ว่าเราไปปิดกั้นเขา ทำให้เขาไม่ได้แสดงความคิดของเขา ทำให้เป็นคนที่เก็บกด และเครียดได้
ในการเอ็นทรานซ์ ดิฉันคิดว่าไม่ควรจะใช้เป็นสิ่งที่วัดความสามารถของเด็กไทย เพราะว่าการสอบ gpa & pr ไม่ได้แสดงความสามารถของเด็กออกมา
ให้เราเห็นได้ว่าเขามีคุณภาพมากแค่ไหน ปิดกั้นความคิดแค่ตัวเลือก 4 ตัวเลือก มันวัดความสามารถเขาไม่ได้หรอกค่ะว่าเขาถนัดสิ่งนั้นจริงหรือไม่
เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่มีคนว่างงานเหมือนปัจจุบันนี้ เพราะว่าเขาไม่ได้มีความสามารถทางด้านนั้นโดยตรง เพียงแค่สอบติดเพื่อให้คนเขาได้รู้นะว่า
เราสามารถเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยรัฐได้แค่นั้น แต่มันไม่ได้ทำให้เราดีกว่าคนที่เขาเอ็นไม่ติดแต่ได้เรียนในสิ่งที่เขาถนัด และเมื่อเขาจบออกม
าก็ประสบความสำเร็จอย่างที่เขาหวังไว้ หรือไม่อีกเรื่องคือเรื่องเงิน ทำไมเราให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากนักค่ะ เงินมันทำให้ชีวิตของเรามีความสุขได้หรอ
บางคนอยากติดแพทย์ เพราะว่าเป็นอาชีพที่ได้เงินดี มีคนนับถือ ได้ยศ จบมาจากมหาวิทยาลัยรัฐมีชื่อได้ทำงานอยู่ในระดับเงินเดือนดี ๆ ซึ่งมัน
ไม่ได้วัดที่การกระทำของเขา ไปให้ความสำคัญกับภูมิหลังมากกว่าคุณภาพคน ๆนั้น เพราะพ่อหนูที่ไม่ได้จบปริญญากับพี่หนูที่จบปริญญาโท
แต่คุณภาพในการทำงานแตกต่างกันมาก เพราะมันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนด้วย พี่หนูได้เรียนสูงกว่า แต่เขาไม่ได้ใช้ความคิดความสามารถเหมือนพ่อหนูที่เขาต้องทนลำบากมา ดังนั้นให้ความสำคัญกับตัวคนมากกว่าวัตถุ หรือสิ่งที่ไม่มีชีวิตที่จะมาปิดกั้นตัวของคนคนนั้นเถอะค่ะ .................. อาภาศรี เจริญศรีสกุล นักเรียน ม.ปลาย
                    สิ่งที่อยากถามนะครับ
1. เราเรียนกวดวิชากันสัปดาห์ล่ะ 1 วันต่อ 1 วิชา ในขณะที่ในห้องเรียน เราเรียนกันสัปดาห์นึงไม่ต่ำกว่า 2 วันต่อ 1 วิชา แต่ทำไมกวดวิชากลับสอนทันสอบใน
ขณะที่โรงเรียนสอนไม่ทัน อย่ามาอ้างว่าในห้องเรียนมีการทดลอง เพราะความจริงคือ นร.แทบไม่ได้ทดลองอะไรเลย(ยกเว้นในบางวิชา ที่ครูจัดการสอนดีๆ)
ด้วยเหตุผลที่ว่าเดี๋ยวจะสอนเนื้อหาไม่ทัน อย่าอ้างกิจกรรมเพราะบางเทอมแทบไม่มีกิจกรรมเลย แต่ก็สอนไม่ทันอยู่ดี???
2. ครูที่โรงเรียนน่าจะจบเกี่ยวกับการสอนมาโดยตรง หรือมีประสบการณ์ในการสอนและผ่านการอบรมมามากกว่าครูที่กวดวิชา แต่ทำไมครูกวดวิชาสอนเข้าใจ
กว่า??? (พอบอกว่าสอนไม่ดี ก็บอกเด็กว่า "ลาออกแล้วไปเรียนแต่กวดวิชาเสียสิ" เป็นงั้นไป)
3. หนังสือแบบเรียนของกระทรวงฯ แบบฝึกหัดดีมาก แต่ทำไมเนื้อหาไม่มีอะไรเลย อ่านไม่รู้เรื่องอีกต่างหาก บางครั้งเนื้อหาไม่เรียงกันเป็นลำดับ
ทั้งๆที่นักวิชาการหัวกะทิทั้งหลายแหล่เป็นผู้เขียนขึ้นแต่กลับสู้หนังสือของกวดวิชาไม่ได้เลย WHY???
4. หลักสูตรการเรียนของเรายากกว่าต่างประเทศมาก เท่าที่ได้ยินมา ร้อยทั้งร้อยบอกเหมือนกันว่า ถ้าเอาเด็กไทยไปทำเลขของต่างประเทศในระดับชั้นเดียวกัน
เด็กไทยชนะชัวร์100% แต่ทำไมไทยเราถึงสู้เขาไม่ได้สักที???
5.ข้อนี้ขอเป็นเรื่องเกี่ยวกับENT นิดนึง ได้ยินมาว่าตารางสอบของ ENT จัดได้สุดฝ่าพระบาท(สุดteen)ดังนี้
วันที่ 1 วิชาที่สอบ ไทย อังกฤษ สังคม
วันที่ 2 วิชาที่สอบ ฟิสิกส์
วันที่ 3 วิชาที่สอบ เลข ชีวะ เคมี
                     ข้องใจมากกับตารางสอบวันที่สาม ทำไมไม่เอาซักวิชาไปไว้วันที่สอง เพราะถ้าเทียบกันแล้ว ฟิสิกส์เป็นวิชาที่ง่ายที่สุดใน 4 วิชาสุดท้าย
หรือไม่ก็วิชาละวันไปเลย เด็กเขาตรากตรำเรียนมา 3 ปี ถ้าต้องเสียเวลาสอบหลายวันหน่อย ยังไงเขาก็ยอมอยู่แล้วWHY???
ปีนี้ผมอยู่ม. 5 และเริ่มเครียดกับการENT แล้ว ช่วยปรับปรุงสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้ขึ้นด้วยเถิดครับ ................. ข้องใจ