การเคลื่อนไหว
(Movement)
การเคลื่อนไหว (Movement)
หมายถึงการกระทำเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า
จัดเป็นสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของสิ่งมีชีวิต
ปรากฏชัดเจนในสัตว์
ซึ่งเกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อร่วมกับระบบประสาทและโครงกระดูก
และทำให้สิ่งมีชีวิตหนีสิ่งที่ไม่ต้องการหรือเป็นอันตราย
โดยการเคลื่อนที่หนี
การเคลื่อนไหวของโปรติสต์
โปรติสต์เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์ที่ยังไม่มีอวัยวะที่ทำหน้าที่เฉพาะ
มีการเคลื่อนไหว 2 แบบคือ |
| ก. |
การเคลื่อนไหวโดยอาศัยการไหลของไซโตพลาซึม
(cytoplasmic streaming) พบในอมีบาและราเมือก
ลักษณะมี ectoplasm ที่ข้นเหนียวกว่า
endoplasm
ดันเยื่อหุ้มเซลล์ให้ยื่นออกไปเป็น
Pseudopodium วิธีการเคลื่อนไหวเรียกว่า
Amoeboid movement และ Cyclosis
ในสาหร่ายหางกระรอกก็เกิดจากการไหลของ
cytoplasm เช่นกัน |
| ข. |
การเคลื่อนไหวโดยใช้
Flagellum หรือ Cilia พบใน Protozoa บางชนิด เช่น
Euglena, Paramecium และพบได้ใน Planaria,
ในท่อนำไข่และหลอดลมของสัตว์ชั้นสูง,
sperm ของสัตว์ชั้นสูง
และพืชชั้นต่ำ
โครงสร้างของ Flagellum หรือ Cilia
ประกอบด้วย microtubule เรียบตัวแบบ 9+2
โดยมีส่วนโคนฝั่งอยู่ใน cell membrane
เรียกว่า Basal body หรือ Kinetosome |
การเคลื่อนไหวของสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง
มีวิธีการเคลื่อนไหวหลายรูปแบบ
โดยขึ้นกับโครงสร้างและกล้ามเนื้อ
ได้แก่ |
ฟองน้ำ |
อาศัยแรงดันน้ำ |
Hydra
|
เคลื่อนที่โดยใช้กล้ามเนื้อและหนวด
ช่วยในการตีลังกา |

แมงกระพรุน
|
ใช้การหดตัวของเนื้อเยื่อขอบกระดิ่งและบริเวณผนังลำตัว
แล้วพ่นน้ำออกทางด้านล่าง
ดันให้ตัวเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม |

Planaria
|
| มีกล้ามเนื้อ
3 ชุดร่วมทำงานกันแบบ antagonism ได้แก่ |
กล้ามเนื้อวง
กล้ามเนื้อตามยาว
กล้ามเนื้อบนล่าง |
(circular muscle)
(longitudinal muscle)
(Dorsal-ventral muscle) |
| ช่วยให้เคลื่อนตัวบนพริ้วไปในน้ำ
และขณะอยู่บนผิวน้ำใช้ cilia
ที่อยู่ด้านล่างโบกไปมา |
|

หนอนตัวกลม
|
มีแต่
longitudinal muscle ยืดหดตัวสลับไปมา |
ไส้เดือนดิน |
มีกล้ามเนื้อ
2 ชุดคือ
กล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อตามยาว
ทำงานแบบ antagonism
และมีปากใช้จิกดินร่วมกับเดือย
(satae) ปล้องละ 2 คู่ |
สัตว์ที่มีโครงสร้างแข็ง
แมลง
มี chitin ปกคลุมภายนอก
และมีปีกใช้ในการบิน
โดยอาศัยการทำงานประสานกันดังนี้
ลักษณะการทำงาน |
กล้ามเนื้อยึดอกบนล่าง |
กล้ามเนื้อตามยาว |
ผลการทำงาน |
| หด |
คลาย |
ยกปีกขึ้น |
| คลาย |
หด |
กดปีกลง |
หอย
| หอยกาบเดียว |
ใช้กล้ามเนื้อส่วนท้องทำหน้าที่เป็น
muscular foot |
| หอยกาบคู่ |
ใช้วิธีพ่นน้ำออกจาก
siphon |
| หมึกทะเล |
ใช้การหดตัวของกล้ามเนื้อที่คอ
ร่วมกับวิธีพ่นน้ำออกจากท่อ siphon |
| ปลาดาว |
จนเกิดแรงดันให้ลำตัวเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามใช้
Tube feet
โดยอาศัยระบบน้ำทำหน้าที่เป็น
muscular foot ดังนี้
น้ำเข้าทาง Madrepolits -> Stone canal -> Ring canal -> Radial
canal -> Ampulla (กระเปาะ) บีบตัว -> Tube feet
ถูกน้ำดันยืดตัวออก |
การเคลื่อนไหวของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง
ก.
โครงสร้างที่ใช้ในการเคลื่อนไหวของคน
กระดูก มี Endoskeleton
ทำหน้าที่ 3 อย่างคือ
ช่วยพยุงร่างกาย
ป้องกันอันตรายให้แก่
อวัยวะภายใน
และช่วยในการเคลื่อนไหว
กระดูกมีทั้งหมด 206 ชิ้น
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
ตามตำแหน่งที่อยู่คือ
| 1. |
กระดูกแกน
(Axial skeleton) อยู่บริเวณกลางลำตัว
ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายให้แก่อวัยวะภายในและช่วยพยุงร่างกาย
ได้แก่ กะโหลก ขากรรไกร สันหลัง
ซี่โครง |
| 2. |
กระดูกรยางค์
(Appendicular skeleton)
เป็นกระดูกที่ยื่นออกมาและตั้งฉากกับ
axial skeleton ใช้ในการเคลื่อนไหว
บริเวณที่กระดูกเชื่อมกันเรียกว่าข้อต่อ
(Joint) ซึ่งมีเอ็นยึดไว้
เส้นเอ็นที่ยึดกระดูก มี 2
ชนิดคือ ligament ยึดกระดูกกับกระดูก
และ tendon
ยึดระหว่างกระดูกกับกล้ามเนื้อยึดกระดูก
หลักการทำงานของกระดูกรยางค์คล้ายกับการทำงานนของคาน
โดยมีข้อต่อเป็นจุดหมุน
อยู่ระหว่างน้ำหนักกับแรงที่กระทำ
กระดูกรยางค์ที่สำคัญได้แก่
สะบ้า-ไหปลาร้า กระดูกแขนขา -
เชิงกราน ก้นกบ กระดูกข้อมือ
ข้อเท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า |
กล้ามเนื้อ (muscle)
มี 3 ชนิด
กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth
muscle) ลักษณะแบนยาว หัวท้ายแหลม 1
เซลล์มี 1 นิวเคลียส ควบคุมโดย Autonomic
nervous system จัดเป็น involuntary muscle
พบในอวัยวะภายใน
กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac muscle)
เป็นกล้ามเนื้อของหัวใจโดยเฉพาะ
มีลายพาดขวาง 1
เซลล์มีหลายนิวเคลียส ควบคุมโดย
ANS
กล้ามเนื้อลาย (Skeleton muscle
หรือ Striated muscle)
เป็นกล้ามเนื้อที่ยึดเกาะกับกระดูก
ลักษณะเป็นมัดยาว ๆ มีลาย 1
เซลล์มีหลาย นิวเคลียส
ถูกควบคุมโดย Central nervous system จัดเป็น
voluntary muscle
เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวโดยตรง
การทำงานของกล้ามเนื้อลาย
มัดกล้ามเนื้อประกอบด้วยองค์ประกอบย่อยดังนี้
1 Myosin
6 Actin |
| Myofilament ฎ |
Myofibrils ฎ |
Muscle fiber ฎ |
Muscle |
| เส้นใยเล็ก |
เส้นใยฝอย |
เส้นใยกล้ามเนื้อ |
มัดกล้ามเนื้อ |
|
การทำงานของมัดกล้ามเนื้อเกิดจากการเลื่อนผ่านของ
actin ที่อยู่รอบ myosin
เคลื่อนที่เข้าหากัน
เป็นผลให้กล้ามเนื้อหดตัว
และเมื่อ sotin เลื่อนออกจากกัน
เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของมัดกล้ามเนื้อแบบ
antogonism
เรียกชุดที่กล้ามเนื้อหดแล้วทำให้เกิดการงอเข้าว่า
Flexor เช่นกล้ามเนื้อ Biceps
และชุดที่ทำให้เกิดการเหยียดอกว่า
Extensor เช่นกล้ามเนื้อ Triceps
โครงสร้างที่ใช้ในการเคลื่อนไหวของสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่น
ๆ
 |
สัตว์บก
มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักตัว
เพราะไม่มีน้ำร่วมพยุงตัว
จึงมีกระดูกสันหลังและกระดูกรยางค์ที่
แข็งแรงยกตัวให้อยู่เหนือพื้นดิน
เช่น
ซีตาร์มีกระดูกสันหลังที่โก่งงอได้
และมีขา 4 ขา
ที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรง |
 |
สัตว์ที่บินได้
มีน้ำหนักตัวเบา
โดยการมีกระดูกกลวง มีถุงลม
มีปีกที่มีโครงสร้างแบบ air foil
มีขนแบบ feather ซึ่งเบาและอุ้มลม
ขณะบินใช้กล้ามเนื้อ 2 ชุด
ทำงานประสานกันแบ antagonism ดังนี้ |
| ลักษณะการทำงาน |
กล้ามเนื้อยกปีก |
กล้ามเนื้อกดปีก |
ผลการทำงาน |
| หด |
คลาย |
ปีกยกขึ้น |
| คลาย |
หด |
ปีกขยับลง |
การเคลื่อนไหวของพืช
ก.
การเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเจริญเติบโตของพืช
(Growth movement)
 |
เกิดจากการแบ่งเซลล์
การขยายขนาดของเซลล์
และการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ขณะเจริญเติบโต
ซึ่งเกิดจากผลของฮอร์โมนหลายชนิด
ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง
ๆ กัน ได้แก่ Auxin(IAA), Giberellin, Cytokinin เป็นต้น
|
| ส่วนต่าง
ๆ
ของพืชมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการกระตุ้นของฮอร์โมนได้ไม่เท่ากัน
ฮอร์โมนชนิดเดียวกันสามารถยับยั้งหรือกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชได้
ซึ่งขึ้นอยู่กับส่วนต่าง ๆ
ของพืชเอง เช่น Auxin ในปริมาณที่มาก
จะกระตุ้นการเจริญเติบโตของยอด
ยับยั้งการเจริญเติบโตของตาข้างและราก
ส่วน Auxin ในปริมาณที่น้อย
(ที่พอเหมาะ)
จะกระตุ้นการเจริญของราก Growth movement
แบ่งเป็น 2 ประเภท |
| 1. |
Autonomic movement เกิดจากสิ่งเร้าภายใน
เช่น ฮอร์โมนต่าง ๆ ได้แก่
การสั่นของปลายยอดขณะเจริญเติบโต
เนื่องจากยอดทั้ง 2
ข้างเจริญไม่เท่ากันในรอบวัน
ทำให้เกิดการโยก-หมุน
การบิดของลำต้นพันหลัก (Spiral movement ) |
| 2. |
Stimulus movement หรือ
Paratonic movement
เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก ได้แก่
แสงสว่าง น้ำ, สารเคมี,
แรงดึงดูดของโลก แบ่งเป็น
| 2.1 |
Tropic movement (Tropism)
เป็นการเคลื่อนไหวที่มีทิศทางสัมพันธ์กับสิ่งเร้า
มักเกิดที่ปลายยอดหรือปลายราก
อาจเกิดได้ 2 ลักษณะคือ
เข้าหาสิ่งเร้าที่ต้องการ (Positive : +)
หรือ
หนีจากสิ่งเร้าที่ไม่ต้องการ
(Negative : -) เช่น |
|
Phototropism
Geotropism
Chemotropism
Hydrotropise
Thigmotropism |
การสนองตอบแสง
การสนองตอบแรงดึงดูด
การสนองตอบสารเคมี
การสนองตอบน้ำ
สนองตอบการสัมผัส |
โดยยอดเป็น +
และรากเป็น -
โดยยอดเป็น - และรากเป็น +
เช่น Pollen tube เข้าหา glucose,
แร่ธาตุกับรากในดิน
โดยยอดเป็น - และรากเป็น +
เช่น มือเกาะของตำลึงเป็น + |
| 2.2 |
Nastic movement (Nasty)
เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเจริญเติบโตโดยตรง
ทิศทางของการเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า
ได้แก่ การหุบ - บาน ของดอกไม้
เมื่อได้รับแสงเป็น Ohotonasty
หรือการบานของดอกทิวลิปเมื่ออุณหภูมิสูง
เป็น Thermonasty |
ข.
การเคลื่อนไหวที่เกิดจากแรงดันเต่ง
(Turgor movement)
เป็นการเคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแรงดันเต่งของเซลล์
(turgor pressure) ได้แก่
การปิดเปิดของปากใบ
เนื่องจากการเคลื่อนไหวของเซลล์คุม
Sleep movement การนอนหุบของใบพืชตระกูลถั่ว
เนื่องจากไม่มีแสงและน้ำ
ไม่ถูกลำเลียงผ่านกลุ่มเซลล์ Pulvinus
ที่ก้านใบ ทำให้เซลล์เหี่ยวแฟบ
ใบจึงหุบ
Contact movement เช่น
การหุบของไมยราพ เมื่อถูกสัมผัส
การสูญเสียน้ำของเซลล์ Pulvinus
การหุบของส่วนของพืชที่กินแมลงเช่น
หม้อข้าวหม้อแกงลิง หยาดน้ำค้าง
กาบหอยแครง
การหุบของดอกไม้บางชนิดที่มีการหุบ
- บานสลับกันในแต่ละช่วงเวลา
เนื่องจากการขยายขนาดของกลุ่มเซลล์ด้านนอกและด้านในไม่เท่ากัน