w  w  w  .  e  d  u  z  o   n  e  s  .  c  o  m

ห้องวิชาการ

ฝ่ายวิชาการ  Eduzones

ทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรม

   ในการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ โดยส่วนใหญ่ต้องนำปรับปรุง หรือแปรสภาพก่อน การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยี เครื่องจักรกล ผลิตเป็นสินค้าและหารายได้จากการผลิตสินค้านั้น เราเรียกทรัพยากรนี้ว่า วัตถุดิบ

อุตสาหกรรมแบ่งตามขนาดได้ 3 ขนาด ดังนี้
1. อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (อุตสาหกรรมหนัก) ใช้คนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ใช้เครื่องจักรจำนวนมาก เงินลงทุนสูง
2. อุตสาหกรรมขนาดกลาง (อุตสาหกรรมขนาดย่อม) ใช้แรงงานไม่เกิน 50 คน ไม่ใช้เครื่องจักรกล หรือถ้าใช้เครื่องจักร ก็จะใช้คนงานไม่เกิน 20 คน
3. อุตสาหกรรมขนาดเล็ก (อุตสาหกรรมในครัวเรือน) ใช้แรงงานในครอบครัว อาศัยเครื่องจักรจำนวนเล็กน้อย หรือไม่ใช้เลย
แบ่งตามลักษณะได้ 2 ลักษณะ ดังนี้
1. อุตสาหกรรมบริโภค เช่น อาหารกระป๋อง,การประมง, น้ำตาลทราย,การสีข้าว
2. อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค ได้แก่ ปูนซิเมนต์,โรงเลื่อย, การโรงแรม
แบ่งตามลักษณะการผลิต แบ่งเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้
1. อุตสาหกรรมที่ 1 คือการผลิตเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบ เช่น เหมืองแร่ , ประมง, การเกษตร
2. อุตสาหกรรมที่ 2 เป็นการนำผลิตผลจากอุตสาหกรรมที่ 1 ไปเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าสำเร็จรูป
3. อุตสาหกรรมที่ 3 เป็นอุตสาหกรรมเพื่อการบริการต่าง ๆ
นอกจากนี้ยังแบ่งตามกรรมวิธีดังนี้
1. อุตสาหกรรมจากธรรมชาติ (Extractive Industry) เป็นการสกัด,แยก หรือนำเอาทรัพยากรมาดัดแปลง เช่น การประมง, การป่าไม้, การสกัด ถลุง ฯลฯ
2. อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing Industry) คือการนำวัตถุดิบจากสกัดจากธรรมชาติมาผลิต เช่นการผลิตกระดาษ, เสื้อผ้า การทำเครื่องจักร ฯลฯ
3. อุตสาหกรรมขนส่ง (Transporting Industry) เป็นการนำสินค้าสำเร็จรูปไปสู่ผู้อุปโภคบริโภคเช่น การรถไฟ, การเดินอากาศ,การเดินเรือ
4. อุตสาหกรรมการบริการ (Service Industry) เป็นการให้บริการแก่ลูกค้า เช่น การท่องเที่ยว การโรงแรม ฯลฯ
ความสำคัญของอุตสาหกรรมที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคม
1. ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างคุ้มค่า
2. ช่วยส่งเสริมให้คนมีงานทำ
3. ทำให้คนมีมาตรฐานชีวิตดีขึ้น อยู่ดีกินดีมากกว่าเดิม
4. ฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น
5. เพิ่มพูนกำลังอำนาจของประเทศมากขึ้น
องค์ประกอบของอุตสาหกรรม
1. คน (แรงงาน)
2. วัสดุ (วัตถุดิบ)
3. ทุนทรัพย์
4. เครื่องจักร
5. การจัดการ (Management) หรือการบริหารงานในโรงงาน
 

ทรัพย์จากดิน

     ดิน (soil) เป็นทรัพยากรธรรมชาติชนิดหมุนเวียน เกิดจากการผุพังของหินและการทับถมของซากพืชซากสัตว์ เป็นเวลานาน สามารถใช้เพาะปลูกได้ เป็นภาชนะต่าง ๆ เราแบ่งดินออกเป็น 2 ชนิดคือ
1. ดินชั้นบน (Topsoil) มีความอุมสมบูรณ์ ประกอบด้วย สารอินทรีย์ ฮิวมัสและเกลือแร่ต่าง ๆ
2. ดินชั้นล่าง (Subsoil) ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่พืชต้องการ
นอกจากนี้ยังแบ่งตามลักษณะเนื้อดินได้ดังนี้
1. ดินหยาบ หมายถึงดินที่ประกอบด้วยกรวด,ทราย มีขนาดต่าง ๆ กันเช่นดินเหนียวปนทราย, ดินร่วนปนทราย, กรวดทราย ไม่อุ้มน้ำ เพราะเนื้อดินมีขนาดอนุภาคใหญ่
2. ดินละเอียด เป็นดินที่มีขนาดอนุภาคเล็ก ได้แก่ ดินเหนียว ดินร่วน ดินโคลน
    ฮิวมัส (Humus) เป็นสารที่เกิดจากการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์โดยจุลินทรีย์ มีสีดำ หรือน้ำตาลเข้ม มีลักษณะร่วนซุย เก็บความชื้นได้ดี มีช่องว่างระหว่างอนุภาคทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
พืชบางชนิดชอบขึ้นในลักษณะดินที่มีการอุ้มน้ำแตกต่างกัน เช่น ต้นกระบองเพชร ชอบขึ้นในทราย ต้นข้าวบางชนิดชอบขึ้นในดินเหนียว
    ประโยชน์ของดิน สามารถใช้ในด้านอุตสาหกรรม การเพาะปลูก ป่าไม้ การเลี้ยงสัตว์และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ การทำเครื่องปั้นดินเผา
    เครื่องปั้นดินเผา การทำเครื่องปั้นดินเผา ทำโดยการให้ความร้อนแก่ "ดินเหนียวเนื้อละเอียด" จนสูงถึงขั้นหนึ่ง ดินจะกลายเป็นของแข็ง และไม่เหนียว มีสีต่าง ๆ ขึ้นกับแร่ การเคลือบดินเผาจะใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของซิลิเกต ปั้นรวมกับเนื้อดินให้เป็นเนื้อเดียวกับกับออกไซด์ของโลหะในดินเพื่อให้เกิดสี ดินเหนียวเผาธรรมดาจะมีรูพรุน ไม่เรียบมัน แต่ดินเหนียวที่เคลือบไว้ก่อนนำไปเผาจะเรียบ มันวาว คล้ายผิวของแก้ว    อุปกรณ์สำคัญในการทำเครื่องเคลือบคือเตาเผา เตาเผาที่ดีจะต้องประหยัดเชื้อเพลิง แต่ให้อุณหภูมิสูง ปรับควบคุมอุณหภูมิที่ต้องการได้ แหล่งวัตถุดิบในการผลิตได้แก่
ดินเหนียว
เฟลด์สปาร์
หินควอร์ตซ์
ดินขาว
จาก ปทุมธานี, ราชบุรี, นครราชสีมา, นนทบุรี
จาก ชลบุรี,ลำปาง,สุโขทัย
จาก เชียงใหม่, ลพบุรี, กำแพงเพชร, ปราจีนบุรี, ระยอง, จันทบุรี
จาก ชลบุรี, สวรรคโลก, สุโขทัย, ลำปาง
การทำเครื่องปั้นดินเผาในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่ยังเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน และขนาดย่อม 
การอนุรักษ์ดิน
1.
2.
3.
4.
เพิ่มปุ๋ย หมั่นพรวนดิน
ปลูกพืชหมุนเวียน จำพวกพืชตระกูลถั่ว เพื่อเพิ่มไนโตรเจน
ปลูกพืชตามหลักกสิกรม
ปลูกพืชคลุมดิน เพื่อบำรุงรักษาหน้าดิน
การนำหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์มาถมที่ดิน จัดเป็นการใช้ดินที่ไม่ถูกประโยชน์เต็มที่

แก้ว


     แก้ว คือของแข็งที่ได้จากการเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วของของเหลว โดยไม่มีการตกผลึก แบ่งออกเป็น
1. แก้วธรรมชาติเช่น
- ออบซิเดียม ได้จากภูเขาไฟ มีสีดำ, น้ำตาลอ่อน, เทาหรือเหลือง
- ซิลิกา พบตามทะเลทรายมีสีเหลืองอมเขียวใบไม้
- เทกต์ไทต์ พบตามลุ่มน้ำ หรือเกาะบางแห่ง มีสีเขียวใบไม้ สีเขียวดำ มีลักษณะเป็นหยดน้ำ   ปลายงอนแหลม รูพรุน ไทยเรียก "มณีหยาดฟ้า"
2. แก้ววิทยาศาสตร์ ที่ใช้กันมากได้แก่
- แก้วธรรมดา    มีปริมาณซิลิคอนไดออกไซด์ (SiO
2) ประมาณ 65-70%
- แก้วทนไฟ      มีปริมาณซิลิคอนไดออกไซด์ (SiO
2) ประมาณ 80%
- แก้วควอร์ตซ์   มีปริมาณซิลิคอนไดออกไซด์ (SiO
2) สูงถึง 100% ทนความร้อน กรด-เบสได้ดี นิยมใช้ทำอุปกรณ์วิทยาศาสตร์
       แก้วที่มีเนื้อหนาและละเอียดจะทนความร้อนได้ดีกว่าแก้วที่มีเนื้อหยาบและมีฟองอากาศในเนื้อแก้ว เนื่องจากเนื้อแก้วที่มีฟองอากาศถูกความร้อนจะขยายตัวไม่เท่ากัน ทำให้แตกได้
ทรายที่ใช้ผลิตแก้ว ถ้ามีซิลิคอนไดออกไซด์ในอัตราสูง จะผลิตแก้วคุณภาพดี ทรายที่ดีมักอยู่ที่ ระยอง, สงขลา, นราธิวาส
       โดยปกติ แก้วจะไม่มีสี หากตองการเติมสีบางสี ทำโดยการเติมออกไซด์ของโลหะบางชนิดเช่น
ขวดสีชา, น้ำตาล เนื่องจากเติมแมงกานีสออกไซด์
แก้วสีเขียว เนื่องจากเติมคอปเปอร์ออกไซด์
แก้วสีน้ำเงิน เนื่องจากเติมโคบอลท์ออกไซด์
แก้วสีน้ำตาลแดง เนื่องจากเติมเหล็กออกไซด์

      การผลิตแก้ว นิยมโดยการนำเอาส่วนผสมต่าง ๆ คลุกรวมกัน เข้าเตาหลอมที่อุณหภูมิ 1500 oC ขึ้นไป แก้วจะอ่อนตัวเปลี่ยนรูปร่างได้ที่อุณหภูมิสูง และแข็งตัวที่อุณหภูมิต่ำ
      ถ้าอุณหภูมิข้างนอกเย็นกว่าข้างในจะทำให้แก้วแตกร้าวได้ง่าย วิธีการผลิตแบ่งเป็น 3 วิธีคือ
1. การเป่าแก้ว   ต้องใช้ความชำนาญของช่างสูง แต่จะได้แก้วละเอียด สวยงาม
2. การหล่อแก้ว ประหยัดเวลาและเงินมากกว่าการเป่า แต่แก้วที่ได้ไม่สวยงามมากนัก
      ปัจจุบัน มีการผลิตแก้วในวัตถุประสงค์ต่าง ๆ จึงมีการผลิตตามการใช้งานเช่น
กระจกรถยนต์, กระจกประตู ต้องแข็งเป็นพิเศษ เมื่อแตกออกต้องไม่มีเหลี่ยมคม ไม่ปลิวกระจาย การผลิตทำโดยการพ่นลมเย็นใส่แก้วที่ร้อนจัด เพื่อให้แข็งตัวเร็ว มีแรงยึดเพิ่มขึ้นและมีการทากาวสังเคราะห์พวกเซลลูลอยด์ยึดกระจก
     กระติกน้ำร้อนและน้ำเย็น มีการยืดและหดตัวได้น้อย ใช้โบรอนผสมในเนื้อแก้วด้วยความร้อน ตัวกระติกทำด้วยแก้ว 2 ชั้น ระหว่างชั้น ฉาบด้วยเงิน ดูดอากาศออก แล้วหลอมให้เชื่อมติดกัน
กระจกแว่นตาชนิดปรับสีเข้มตามความเข้มของแสง ใช้แก้วที่ผสมผลึกซิลเวอร์คลอไรด์ หรือซิลเวอร์โบรไมด์ หรือ ซิลเวอร์ไอโอไดต์ ซึ่งไวต่อแสง

ทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรม

ทรัพยากร-สมบัติของชาติ
     ทรัพยากรธรรมชาติ
หมายถึง สิ่งที่ได้มาจากธรรมชาติ และมนุษย์สามารถนำไปใช้ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น น้ำ,ดิน,แร่ธาตุ, แสงอาทิตย์, ถ่านหิน, ป่าไม้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ คือ

1. ทรัพยากรชนิดสิ้นเปลือง หรือใช้แล้วหมดไป เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ หรือถ้าสร้างก็ใช้เวลานานนับร้อยพันปี เช่น แร่ธาตุ, น้ำมันดิบ, ถ่านหิน
2. ทรัพยากรชนิดใช้แล้วไม่หมดไป หรือทรัพยากรหมุนเวียน เป็นทรัพยากรที่เมื่อใช้หมดแล้วยังสามารถนำมา สร้างใหม่ได้โดยธรรมชาติ หรือมนุษย์ เช่น ป่า,น้ำ, พืช, สัตว์, คน, ดิน ฯลฯ

      ปัจจุบัน ทรัพยากรทั้งสองชนิดกำลังจะหมดไป แม้กระทั่งทรัพยากรหมุนเวียน ทั้งนี้เนื่องจากขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจังจากทุกฝ่าย
      การอนุรักษ์ทรัพยากรเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด และคุ้มค่าต่อผลประโยชน์ที่จะได้รับ ถ้าทุกคนปฏิบัติตามหลักการอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว จะทำให้สามารถใช้ทรัพยากรได้นาน มีใช้หมุนเวียนตลอดไป
      ประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง เราอาจจำแนกได้เป็นภาค ๆ ได้ดังนี้

ภาคเหนือ
ภาคกลาง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคใต้
มีป่าไม้มากที่สุด มีแร่จำพวกสังกะสี, ฟลูออไรด์, พลวง ถ่านหิน
มีฟลูออไรด์, พลวง, เหล็ก, ทองแดง, ป่าโปร่ง
มีป่าไม้จำพวกป่าแดง, ป่าแพะ เกลือสินเธาว์, เกลือหิน
ป่าชายเลน, ป่าดงดิบ, แร่ดีบุก, ทังสเตน, ฟลูออไรด์
 

สินจากแร่

      ในประเทศไทย แร่ที่ทำรายได้มากที่สุดได้แก่ ดีบุก ตะกั่ว พลวง ยิปซั่ม ตามลำดับ สินแร่แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทด้วยกันคือ

1.
2.
3.
4.
สินแร่โลหะ
สินแร่อโลหะ
สินแร่รัตนชาติ
สินแร่เชื้อเพลิง

    แร่โลหะ มักพบในรูปสารประกอบ เช่น สารประกอบ ซัลไฟด์, ออกไซด์ คาร์บอเนตหรือเป็นธาตุอิสระ เช่น เงิน ทองคำ พลาตินัม

สินแร่ โลหะที่ได้จาก
สินแร่
โลหะที่อยู่ในรูป
สารประกอบ
จังหวัดที่พบ
แคสสิเทอร์ไรด์ ดีบุก ออกไซด์ เชียงใหม่, ลำปาง, เชียงราย, ตาก, กาญจนบุรี, เพชรบุรี, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต
กาลีนา ตะกั่ว ซัลไฟด์ เชียงใหม่, เพชรบูรณ์, เลย, แพร่, กาญจนบุรี
เฮมาไตด์
ซิเดอร์ไรด์
เหล็ก คาร์บอเนต, ออกไซด์ นครสวรรค์, ลพบุรี, ชลบุรี, จันทบุรี, นครศรีธรรมราช, กระบี่
วุลแฟรมไมท์ซีไลท์ ทังสะเตน ออกไซด์ เชียงใหม่, ลำปาง, เชียงราย, ตาก, แพร่, กาญจนบุรี, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, สงขลา, พังงา, ภูเก็ต, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส
คาลโคโพไรด์มาลาไคด์ ทองแดง ซัลไฟด์
คาร์บอเนต
ลำปาง,แพร่, น่าน, อุตรดิตถ์, ลพบุรี, เพชรบูรณ์, นครราชสีมา, ขอนแก่น, ฉะเชิงเทรา, กาญจนบุร
สติบไนต์
สติบิโคไนต์
พลวง ซัลไฟด์
ออกไซด์
แม่ฮ่องสอน,เชียงใหม่, ลำปาง, ลำพูน, แพร่, ตาก, เชียงราย, สุโขทัย, กาญจนบุรี, ชลบุรี, ระยอง, สุราษฎร์ธานี,ตรัง, สตูล
โมนาไซท์ ทอเรียม ฟอสเฟต ประจวบคีรีขันธ์, ระนอง, ภูเก็ต, พังงา
สฟาเลอไรด์หรือ
ซิงต์เบลนด์
สังกะสี ซัลไฟต์ ตาก

      การถลุงแร่คือการแยกแร่ธาตุจากสินแร่ เพื่อให้ได้ธาตุที่บริสุทธิ์ขึ้น โดยการใช้ปฏิกริยาเคมีรีดัคชัน โดยการใช้ตัวทำรีดิวซ์ที่เหมาะสม
       ตัวรีดิวซ์ คือสารที่ทำหน้าที่ดึงออกซิเจน (O
2) เช่นมักใช้ ถ่านโค้กที่มีคาร์บอน (C) จับคู่กับออกซิเจนในคอปเปอร์ออกไซด์เพื่อให้ได้คอปเปอร์(ทองแดง)บริสุทธิ์

เผาในภาชนะมิดชิด

Cu2O     +     C ----------------------------------------> Cu    +     CO2
คอปเปอร์ออกไซด์ + คาร์บอน                             ทองแดง + ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

    จากสมการจะได้ CO2 ขณะเผาไหม้ แต่ถ้าการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ (O2 ไม่เพียงพอ) จะได้ก๊าซ์คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ซึ่งเป็นพิษต่อสภาวะแวดล้อม
    โดยทั่วไปมักใช้คาร์บอน เป็นตัวจับ O
2 ในสารประกอบ หลายชนิด เช่น เหล็กออกไซด์ เลดออกไซด์
    สารประกอบพวกซัลไฟด์หรือคาร์บอเนต ต้องเปลี่ยนให้เป็นสารออกไซด์ก่อนใช้ตัวรีดิวซ์เช่น เลดซัลไฟด์ ต้องเผา (รวมกับ O
2) เพื่อให้เกิด เลดออกไซด์ (กับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์) แล้วค่อยใช้คาร์บอนเป็นตัวรีดิวซ์
    การแยกโลหะโดยกระแสไฟฟ้า ทำโดยการทำให้สินแร่อยู่ในสภาพสารละลาย แล้วใช้กระแสไฟฟ้าเป็นตัวแยกโลหะจากสารประกอบอื่น โลหะจะไปจับเกาะอยู่ที่ขั้วลบ ใช้ค่าใช้จ่ายสูง แต่จะแยกได้แร่บริสุทธิ์มากถึง 99.9% มักใช้ในงานวิทยาศาสตร์ และงานชุบโลหะ (โลหะที่ต้องการชุบเป็นขั้วลบ) เช่น ถ้าต้องการชุบแสตนเลส ด้วยทอง ต้องนำสร้อยแสตนเลสไว้ที่ขั้วลบ ทองไว้ขั้วบวก

     โลหะผสม คือโลหะที่มีธาตุอย่างน้อย 2 ชนิด ผสมกับเพื่อให้ได้ตรงกับความต้องการของมนุษย์เช่น

ทองเหลือง = ทองแดง + ดีบุก + สังกะสี
ทองสัมฤทธิ์ =ทองแดง + ดีบุก
เหล็กสแตนเลส = เหล็ก + โครเมียม
ตะกั่วบัดกรี = ตะกั่ว + ดีบุก
นาก = ทองแดง + ทองคำ

     เหล็กดิบ คือแร่เหล็กที่ได้จากการถลุง ใช้ประโยชน์ได้น้อย เพราะเนื้อเหล็กเปราะ ไม่บริสุทธิ์ ไม่เหนียวและยืดหยุ่น
      เหล็กกล้า คือเหล็กที่บริสุทธิ์มากพอแล้ว ผสมกับ โครเมียม ประมาณ 12-20% เพื่อมิให้เกิดสนิม มีคาร์บอนน้อยมาก (0.1-0.7%) ใช้งานได้ดี เพราะเหนียว ทนทาน ไม่เปราะแตกง่าย
      เหล็กหล่อ คือเหล็กที่ทำให้บริสุทธิ์ขึ้น มีคาร์บอนประมาณ 2-20%
โลหะและโลหะผสม ใช้ประโยชน์มากมาย เป็นภาชนะหุงต้ม เพราะมีจุดหลอมเหลวสูง ไม่เป็นพิษต่อสุขภาพ โลหะที่เหมาะใช้เป็นภาชนะหุงต้มได้ดีที่สุดคือ อลูมิเนียม เพราะนำความร้อนได้ดี น้ำหนักเบา ไม่เป็นสนิม
โลหะที่นำไฟฟ้าได้ดีที่สุดคือ เงิน แต่เรานิยมใช้ทองแดงเป็นสายไฟฟ้า เนื่องจากมีราคาถูกกว่า นำไฟฟ้าได้ดีพอสมควร
      เราใช้ดีบุกผสมตะกั่วทำฟิวส์ เพราะจุดหลอมเหลวต่ำกว่าทองแดงและเหล็ก ทำให้ละลายได้ดีกว่า เมื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจร
      โลหะผสมจัดทำขึ้น เพื่อให้ใช้งานได้ดีกว่าโลหะธรรมดา ตะกั่วบัดกรีมีจุดหลอมเหลวต่ำ สามารถหลอมเหลวได้เร็วเมื่อได้รับความร้อน จึงใช้ในงานเชื่อมโลหะต่าง ๆ มีน้ำหนักเบา ทำส่วนประกอบเครื่องบิน โลหะบางชนิดถ้าเป็นโลหะบริสุทธิ์จะอ่อน เปลี่ยนรูปง่ายเช่นทอง จึงต้องผสมทองแดงไปด้วย คำว่าทอง 18K หมายความว่ามีเนื้อทอง 75% เนื่องจากทองบริสุทธิ์ค่าเท่ากับ 24K นอกนั้นเป็นเงินหรือทองแดง
      โลหะบางชนิดเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง เช่น ปรอท เป็นของไหล สามารถรวมกับโลหะอื่นได้ดี

      อโลหะ
      แร่อโลหะเป็นแร่ที่ไม่ต้องถลุงก่อนใช้งาน ไม่ต้องทำให้บริสุทธิ์ก่อน เช่น แคลไซด์, ยิปซัม, รัตนชาติ, เชื้อเพลิง
      แคลไซด์และยิปซั่ม
      แคลไซด์ มีแคลเซียมคาร์บอเนต(CaCO
3) เป็นองค์สำคัญ พบมากในหินอ่อน หินปูน หากนำไปเผาจะได้แคลเซียมออกไซด์ (ปูนขาว) กับ CO2 ดังนี้

เผา         
แคลเซียมคาร์บอเนต (หินปูน) --------------------------> แคลเซียมออกไซด์ (ปูนขาว) + CO2

     ประโยชน์ของแคลไซด์ '

1.

2.
แคลเซียมออกไซด์และแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ใช้ในการผลิตปูนซีเมนต์ แก้ปัญหาดินเปรี้ยว โดยการเพิ่มความเป็นด่าง
คัลเซียมไฮดรอกไซด์ (น้ำปูนใส) ช่วยขจัดรสฝาดของผลไม้ ทำให้ผลไม้กรอบขึ้น

    แร่ยิปซัม
    ยิปซัมหรือเกลือจืด มีองค์ประกอบที่สำคัญคือ แคลเซียมซัลเฟต ใช้ผลิตปูนซีเมนต์, ปูนพลาสเตอร์, แป้งนวล, ซอส, ปุ๋ย, ยิปซัมซีบอร์ด, กระดาษ, ดินสอสี, ช่วยทำให้เต้าหู้, ถั่วเหลือง แข็งตัว ยิปซับมีหลายสีเช่นแดงปนน้ำตาล, เหลือง, เทา ขาว เมื่อนำไปเผาจะได้ผงละเอียดของปูนพลาสเตอร์ เราเรียกว่าแร่ยิปซัมที่ขาดน้ำผลึก

    รัตนชาติ
    รัตนชาติหรืออัญมณี เป็นผลึกที่มีมลทินอยู่ภายใน ทำให้มีสีต่าง ๆ กันไป มีความแข็ง สามารถเจียรไนให้เกิดมุม เพื่อให้เกิดการกระจายแสงเห็นความแวววาว แบ่งออกเป็น
1. อัญมณีที่เกิดจากอินทรีย์วัตถุ เช่น อำพัน, ไข่มุก, ประการังบางชนิด
2. อัญมณีที่เกิดจากอนินทรีย์วัตถุ เช่น เพชร, ทับทิม, มรกต ฯลฯ
    มลทินในแร่ ทำให้แร่มีสีต่าง ๆ กัน แร่คอรันดัมบริสุทธิ์ เป็นสารพวกอลูมิเนียมออกไซด์ มีสีขาว ถ้ามีมลทินจำพกโครเมียมผสม ทำให้มีสีแดง เช่นทับทิม เหล็ก ไทเทเนียม ทำให้มีสีน้ำเงิน (ทับทิมกับไพลิน เป็นแร่คอรันดัมเหมือนกัน แต่มีมลทินต่างชนิดกัน)
    เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินอัญมณีได้แก่ ความแข็ง, ความถ่วงจำเพาะและค่าดัชนีหักเหของแสง
ดัชนีหักเหของแสง เป็นค่าคงที่ของอัญมณีแต่ละชนิด จึงใช้ตัดสินว่าเป็นของปลอมหรือไม่ ความแข็งของแร่ก็มีผลต่อราคาของอัญมณีด้วย จึงนำมาทดสอบ โดยการขูดขีดกัน (อาจใช้ตะไบ มือ เหรียญทองแดง มีดพับ, กระจก ทดสอบ) แร่ที่มีรอยขูดขีดจะอ่อนกว่า ซึ่งทดสอบได้ดังนี้

แร่ที่แข็งน้อยที่สุด
แร่ที่ใช้เล็บขูดเป็นรอยได้
แร่ที่ใช้ทองแดงขูดเป็นรอยได้
แร่ที่ใช้มีดหรือตะไบขูดเป็นรอยได้
แร่ที่ใช้กระจกขูดเป็นรอยได้
แร่ที่ใช้กระจกขีดแล้วทำให้กระจกเป็นรอยได้
ได้แก่ ทัลด์ มีความแข็งตามหลักของโมห์ส
มีความแข็งตามหลักของโมห์ส
มีความแข็งตามหลักของโมห์ส
มีความแข็งตามหลักของโมห์ส
มีความแข็งตามหลักของโมห์ส
มีความแข็งตามหลักของโมห์ส
เป็น 1
เป็น 2
เป็น 3
เป็น 4
เป็น 5
เป็น 6
แร่ที่แข็งพอ ๆ กัน เมื่อนำมาขีดก็จะทำให้เกิดรอยได้เช่นเดียวกัน
แร่รัตนชาติมีความแข็งไม่ต่ำกว่า 6 เพชรแข็งมากที่สุด มีความแข็งสูงสุดเป็น 6

ประโยชน์ของแร่รัตนชาติ
1. ใช้ทำเครื่องประดับเพื่อความสวยงามต่า งๆ
2. ใช้ในงานอุตสาหกรรม ใช้ควอร์ตซ์ทำนาฬิกา ใช้เครื่องมือผลิตแสงเลเซอร์

เพชรเลี้ยง
    เกิดจากการหลอมเหลวสารประกอบของเหล็กแคลเซียมแมงกานีส รวมกับสารบางชนิด และพลอยธรรมชาติ โดยใช้ความดันสูง
    การเจียระไน คือการนำเพชรพลอตัดให้เกิดเหลี่ยม เพื่อให้เกิดประกายแวววาว ตามค่าดัชนีหักเหของแสง
     ในประเทศไทย แหล่งที่พบ มีการขุดพลอยได้แก่ กาญจนบุรี, จันทบุรี, ตราด

แร่เชื้อเพลิง
     แร่เชื้อเพลิง ประกอบด้วยธาตุไฮโดรคาร์บอน (H และ C) มีทั้งสาม สถานะเช่น ถ่านหิน ถ่านไม้ ฟืน น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ water gas
     ถ่านหิน เกิดจากซากพืชในสมัยโบราณทับถมกันเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี ได้รับคามกดดันสูง แบ่งเป็น 4 ชนิดได้แก่

1. พีท (Peat) มี C ราว 60%
2. ลิกไนต์ (lignite) มี C ราว 70%
3. บิทูมินัส (Bituminus) มี C ราว 80%
4. แอนทราไซด์ (Antracite) มี C ราว 90-95%

     ในไทยพบเหมืองถ่านหินในแถบ ลำปาง, ลำพูน, กระบี่ ถ่านหินที่พบเป็นลิกไนต์อย่างเดียว
หินน้ำมัน/
     ประกอบด้วยหินดินดานเนื้อละเอียดเรียงตัวกันเป็นชั้น ๆ มีสารอินทรีย์ที่เรียกว่า เคโรเจน (Kerogen) คลุกเคล้าปนกันอยู่ ให้ความร้อนได้

ปิโตรเลียม (Petroleum)

     เป็นที่ต้องการของตลาดโลกในระดับสูง ราคาแพง เมื่อสูบขึ้นมาเรียกน้ำมันดิบ (Black Gold) ยังใช้ประโยชน์ไม่ได้ ต้องนำไปแยกจะได้น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ ที่ให้ความร้อนแตกต่างกัน

ก๊าซธรรมชาต

     เป็นก๊าซไฮโดรคาร์บอน เช่น อีเทน, มีเทน, โพรเพน บิวเทน มักพบรวมกับน้ำมันดิบ ให้ทำเชื้อเพลิงหุงต้ม เชื้อเพลิงรถยนต์ สังเคราะห์ปุ๋ย ทำกาซเหลว (L.N.G.) ผลิตภัณฑิ์โตรเคมีคัล พบตามอ่าวไทย

Water gas

     ไม่ใช่ก๊าซธรรมชาติ เกิดจากการรมตัวกันของ CO และ H2
การอนุรักษ์ทรัพยากรแร่
1. วางแผนในระยะยาว ในการขุดเจาะนำมาใช้
2. นำแร่ที่ขุดมาเจาะมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าที่สุด
3. พยายามนำแร่ที่ใช้แล้วกลับไปแปลงสภาพให้นำมาใช้ใหม่ได้อีก
4. ค้นคว้าหาสิ่งอื่นมาใช้แทนแร่

ป่าไม้

     ป่าไม้เป็นแหล่งของต้นไม้ลำธาร และความร่มเย็น การทำลายป่าไม้เกิดเนื่องจาก ไฟป่า ศัตรูพืช คน และอุกทกภัย

ประโยชน์
1. ทำให้อากาศชุ่มชื้น ฝนตกมากขึ้น
2. ฟอกอากาศให้บริสุทธิ์
3. เป็นแหล่งอาหาร
4. รักษาต้นน้ำลำธาร มีน้ำไหลตลอดทั้งปี
5. เป็นยารักษาโรค แหล่งเชื้อเพลิง
6. ป้องกันอุทกภัย วาตภัย
7. ป้องกันการกัดเซาะ สึกกร่อนของผิวหน้าดิน
8. เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย

    การอนุรักษ์ป่า ทำได้โดยการออกพระราชบัญญัติป่าไม้ สร้างสวนป่า ทะนุบำรุง ดูแล ขยายพันธุ์สัตว์ป่า และใช้วัสดุอื่น ๆ ทนแทนผลิตภัณฑ์จากป่า

กลับสู่หน้าหลักห้องวิชาการ

 









[ หน้าหลัก ]

[ สมัครสมาชิก ]

[ ปรึกษา...คณาจารย์ ]

[ เลือกคณะEntrance ]

[ Ent'Data ]

[ U for You ]

[ Quiz Zone ]

[ ห้องวิชาการ ]

[ นานาสาระ ]

[ Ezine ]

[ Link ]

[ ติดต่อwebmaster]