|
นับเวลาถึง 4,500 ล้านปี
ที่โลกของเรากำเนิดขึ้นมาเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยะจักรวาล
ที่พบว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่
แต่นั่น หมายถึงว่า
โลกต้องใช้เวลาในการสั่งสมวิวัฒนาการอีกไม่น้อยกว่า
2,500 ล้านปี
กว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่สังเคราะห์แสงได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้
คือ
การกำเนิดของสาหร่ายสีเขียวแกม
น้ำเงิน หรือ ไซยาโนแบคทีเรีย
(Cyanobacteria)
ที่รู้จักกันในชื่อซากโบราณ
สโตรมาโตไลท์ (Stromatolites) ในมหาสมุทร
วิวัฒนาการเหล่านี้คงดำเนินเรื่อยมาภายใต้บรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตมากขึ้น
โดยมีกลุ่มพืชเป็นตัวนำ
และมีวิวัฒนาการของสัตว์ตามมา
จากสัตว์เซลล์เดียวและสัตว์หลายเซลกลุ่มแรกๆ
จนถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
สัตว์มีกระดูกสันหลังในน้ำ
สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
สัตว์เลื้อยคลาน นก
และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในปัจจุบัน
หลักฐานความเป็นมาเหล่านี้อาจพบได้จากซากดึกดำบรรพ์ต่างๆ
หรือฟอสซิล
ของทั้งพืชและสัตว์ที่สามารถทดสอบและคาดคะเนถึงอายุตลอดจนความเป็นมาที่ปะติดปะต่อเป็นเรื่องราว
ที่มีหลักฐานยืนยันได้ในทางวิทยาศาสตร์
ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เช่นกันที่ผูกติดกับความเป็นมาของธรณีวิทยาของโลกอย่างแนบแน่น
อาจกล่าวได้ว่า
โลกได้ช่วยกันซึมซับเรื่องราวความเป็นมาจากอดีตสู่ปัจจุบันไว้ในสิ่งที่เรียกว่า
ธรรมชาติ
มีมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ
รวมทั้งพืชและสัตว์อื่นๆ
ซึ่งแพร่กระจายอยู่ในส่วนต่างๆ
ของโลก
โดยมีระบบนิเวศอันแตกต่างก่อให้เกิดความหลากหลาย
ทางชีวภาพทั้งในแง่ของพันธุกรรมและในแง่ของสายพันธุ์และชนิดที่แตกต่างอย่างมากมาย
ประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่ถือได้ว่าอยู่ในแถบสีเขียวของโลก
คือ
บริเวณศูนย์สูตรซึ่งมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น
เหมาะกับการอยู่อาศัยของพืชและสัตว์ต่างๆ
เป็นอย่างดี
อีกทั้งยังอยู่ในบริเวณเขตรอยต่อทางวนภูมิศาสตร์ถึง
3 เขตติดต่อกัน คือ เขตอินโด-พม่า
เขตอินโดจีนและเขตมาเลเซีย
จึงทำให้เป็นประเทศหนึ่งในโลกที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
โดยมีความแตกต่างกันของระบบนิเวศหลายอย่าง
ทั้งป่าไม้ผลัดใบ เช่น
ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง
และป่าไม้ไม่ผลัดใบ เช่น
ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง
ป่าดงดิบเขา ป่าสน ป่าพรุ ป่าบุ่ง
ป่าทาม ป่าชายหาด ป่าชายเลน
เป็นต้น
อีกทั้งยังมีทุ่งหญ้าเขตร้อนและสังคมพืชแบบจำเพาะ
อาทิ
สังคมพืชกึ่งอับไพน์บนยอดเขาสูง
อย่างเช่น ดอยเชียงดาว เป็นต้น
นอกจากนี้
ประเทศไทยก็ยังมีชายฝั่งทะเลทั้งสองด้านคือ
ทะเลอ่าวไทยทางตะวันออก
และทะเลอันดามัน ทางตะวันตก
โดยอ่าวไทยเป็นเขตทะเลน้ำตื้นมีลักษณะเป็นทะเลปิด
ส่วนทะเลอันดามันเป็นทะเลเปิดติดต่อกับมหาสมุทรอินเดีย
ทำให้ทั้งสองฟากมีความแตกต่างกันทางระบบนิเวศอย่างเห็นได้ชัด
ในความหลากหลายของระบบนิเวศของประเทศไทยนี้เอง
ที่ยังผลให้ประเทศไทยมีพันธุ์พืชที่ค้นพบแล้วไม่น้อยกว่า
20,000 ชนิด จากจำนวน 248,000 ชนิด
และมีพันธุ์สัตว์ถึง 12,000 ชนิด
จากจำนวน 1.5
ล้านชนิดที่ศึกษาพบในโลก
มีผู้ประมาณการว่าน่าจะมีสัตว์ทั้งสิ้นถึง
100,000 ชนิดในประเทศไทย
หากมีการศึกษากันอย่างจริงจังและมีพันธุ์พืชอีกนับไม่ถ้วนที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก
ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกับประเทศในเขตอบอุ่นหรือเขตหนาวแล้วก็พบว่า
ประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงกว่าประเทศเหล่านั้นเป็นอันมาก
อย่างไรก็ตามในทุกวันนี้มีความน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งว่า
ทรัพยากรชีวภาพที่ประเทศไทยมีอยู่มากมายประเทศหนึ่งในโลกนั้น
กำลังถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ
อันเป็นผลจากการเร่งพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม
การตัดไม้ทำลายป่าอย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบสัมปทานที่ถูกต้องตามกฎหมายและจากการบุกทำลายป่า
ตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่
2 เป็นต้นมา
แม้จนกระทั่งปัจจุบันทำให้เราสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปอย่างมากมายจาก
50-60
เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่ประเทศไทยเหลือเพียงราวไม่เกิน
20 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน
หรือเพียง 63,359,930 ไร่ ซึ่ง
เป็นเพียงตัวเลขของสูญเสียเนื้อที่ป่าไม้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ส่วนทรัพยากรชีวภาพอื่นๆ
ไม่มีใครทราบว่าได้เกิดความสูญเสียไปมากมายเท่าใดแล้ว
เพื่อแลกกับการพัฒนาทางด้านวัตถุนิยมในปัจจุบัน
ทรัพยากรชีวภาพที่มีคุณค่าของประเทศไทยจะดำรงอยู่หรือสูญสิ้นไปช้าหรือเร็วเพียงใด
กลไกการอยู่รอดของมนุษย์ที่ไม่อาจแยกไปจากธรรมชาติจะมีทิศทางไปในทางใด
และมนุษย์จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้หรือไม่
ทุกคำตอบคงต้องขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์เองว่ามนุษย์จะรักษานิเวศธรรมชาติ
ที่อาศัยการวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานนับพันล้านปีนี้
หรือจะเลือกการทำลายซึ่งจะส่งผลกระทบให้กับมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
|