ลิมิตของฟังก์ชัน
ลิมิตของฟังก์ชัน
เขียนแทนด้วย =L หมายถึง x
มีค่าเข้าใกล้ a แล้ว f(x)
จะมีค่าเข้าใกล้ L
วิธีหา ค่าลิมิตของฟังก์ชัน1. หาค่า f(a) ถ้า f(a)
เป็นจำนวนจริง นั่นคือ ค่าลิมิต =
f(a)
2. ถ้า f(a) อยู่รูป ให้พิจารณาลักษณะของฟังก์ชัน
ดังนี้
2.1
ถ้ายังสามารถแยกตัวประกอบของ f(x)
ได้
ให้แยกแล้วขจัดตัวประกอบร่วมของเศษและส่วนออก
แล้วจึงหาค่า f(a)
ซึ่งก็คือค่าลิมิต
2.2
ถ้าไม่สามารถแยกตัวประกอบของ f(x)
ได้
ให้นำคอนจูเกตคูณทั้งเศษและส่วน
(เพื่อกำจัดตัวส่วน) จึงหาค่า f(a)
ซึ่งก็คือค่าลิมิต
2.3 ถ้า ฟังก์ชัน f(x)
อยู่ในรูปของ และ x ->
เข้าใกล้อนันต์ ให้พิจารณาค่าดีกร
ี(เลขยกกำลังสูงสุด -- เช่น p(x) = x5
- 7x2 จะได้ว่า p(x)
มีดีกรีเป็น 5
ซึ่งมีค่ากำลังสูงสุด) เป็น 3
กรณีดังนี้
- ดีกรีของ g(x) >
ดีกรีของ h(x)
ลิมิตจะมีค่าเป็นอนันต์
(ตัวอย่างเช่น f(x) = x4/x2
)
- ดีกรีของ g(x) =
ดีกรีของ h(x)
ลิมิตจะมีค่าเท่ากับสัมประสิทธิ์ของพจน์ที่มีกำลังสูงสุดของ
g(x) /
สัมประสิทธิ์ของพจน์ที่มีกำลังสูงสุดของ
h(x) (ตัวอย่างเช่น f(x) = 2x3 / 7x3
แล้ว ลิมิตของ f(x)
เมื่อเข้าใกล้อนันต์จะเป็น 2/7)
- ดีกรีของ g(x) <
ดีกรีของ h(x) ลิมิตจะมีค่าเป็น 0
(ตัวอย่างเช่น f(x) = x5/x7
)
ความต่อเนื่องของฟังก์ชัน
f(x) จะต่อเนื่องที่ x = a
ก็ต่อเมื่อ มีคุณสมบัติ 3
ข้อดังนี้
1. หา f(a) ได้
2. หา ได้
3. ข้อ 1 และ ข้อ 2 มีค่าเท่ากัน |
อนุพันธ์ของฟังก์ชัน
ฟังก์ชัน f(x)
จะมีอนุพันธ์
เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ f?(x) หรือ ถ้า y = f(x)
เป็นฟังก์ชันที่มีโดเมนและเรนจ์เป็นสับเซตของเซตจำนวนจริงเราเรียก

ว่า
เป็นอนุพันธ์ของฟังก์ชัน f ที่ x
สูตรการหาอนุพันธ์
| |
f(x) |
f'(x) |
| 1 |
f(x) = c เมื่อ c
เป็นค่าคงที่ |
0 |
| 2 |
f(x) = x |
1 |
| 3 |
f(x) = xn |
nxn-1 |
| 4 |
f(x) = g(x) ? h(x) |
g'(x) ? h'(x) |
| 5 |
f(x) = g(x)h(x) |
g'(x)h(x) + g(x)h'(x) |
| 6 |
f(x) = g(x) / h(x) เมื่อ
h(x) น 0 |
 |
| 7 |
f(x) = c g(x) เมื่อ c
เป็นค่าคงที่ |
c g'(x) |
| 8 |
f(x) = un
เมื่อ u เป็นฟังก์ชันของ x และ n
เป็นจำนวนจริง |
nun-1 f'(x) |
การหาค่าสูงสุดต่ำสุดสัมพัทธ์
ปัญหาบางประเภท เช่น
การผลิตหรือใช้ทรัพยากรต่าง ๆ
ให้ได้ค่าประโยชน์สูงสุด
เมื่อนำมาสร้างสมการ f(x) จะต้องหา x
ที่ทำให้ค่า f(x) มีค่าสูงสุด
หรือต่ำสุด (เรียกค่านี้ว่า
ค่าวิกฤต) ซึ่งจะทำให้ f'(x)
มีค่าเป็น 0 โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. หาค่า x ที่ทำให้ f'(x) = 0
2. นำค่า x
นี้มาตรวจสอบว่าเป็นจุดสูงสุดหรือต่ำสุดสัมพัทธ์
โดยตรวจสอบได้ 2 วิธีดังนี้
| การดูเครื่องหมายความชัน |
หา f''(x) |
| ถ้าความชัน f'(x)
เปลี่ยนจากบวกเป็นลบ
แสดงว่าจุดดังกล่าวเป็นจุดสูงสุดสัมพัทธ์ ถ้าความชัน f'(x)
เปลี่ยนจากลบเป็นบวก
แสดงว่าจุดดังกล่าวเป็นจุดต่ำสุดสัมพัทธ์
ถ้าไม่เป็นไปตามนี้
แสดงว่าจุดดังกล่าวไม่เป็นทั้งจุดสูงสุดและต่ำสุดสัมพัทธ์ |
ถ้า f''(x) > 0
แสดงว่าเป็นจุดต่ำสุดสัมพัทธ์ ถ้า f''(x) < 0
แสดงว่าเป็นจุดสูงสุดสัมพัทธ์
ถ้า f''(x) = 0
แสดงว่าการตรวจสอบวิธีนี้ใช้ไม่ได้
ต้องย้อนกลับไปใช้วิธีดูเครื่องหมายความชัน |
อินทิกรัล (ปฏิยานุพันธ์)
ให้ F
เป็นฟังก์ชันที่ F'(x) = f(x) ทุกค่า x ใน f
จะกล่าวว่า F เป็นปฏิยานุพันธ์ของ
f โดยที่ = F(x) + c
เรียกว่าเป็นอินทิกรัลไม่จำกัดเขตของ
f และเรียก f(x)
ว่าเป็นตัวถูกอินทิเกรต และ dx
เป็นสัญลักษณ์การอินทิเกรตเทียบกับตัวแปร
x
อินทิกรัลจำกัดเขต
ให้ f ต่อเนื่องบนช่วง [a,b] ถ้า F
เป็นฟังก์ชันที่กำหนดบนช่วง [a,b]
และ F'(x) = f(x) แล้ว

สูตรการหาอินทิเกรต
| 1 |
 |
| 2 |
เมื่อ n น 1 |
| 3 |
เมื่อ k
เป็นค่าคงตัว |
| 4 |
 |
| 5 |
เมื่อ a ฃ c ฃ b |
|