กัมมันตภาพรังสี
Radioactivity -
ปรากฎการณ์อย่างหนึ่งที่ธาตุบางชนิดสามารถให้รังสีออกมาได้
เรียกธาตุพวกนี้ว่า ธาตุกัมมันตภาพรังสี
Radioactive substance
สัญลักษณ์ของนิวเคลียส
| ถ้า |
A |
- เลขมวล Mass number
-
ตัวเลขที่บอกถึงจำนวนโปรตอนและจำนวนนิวตรอนที่ประกอบกันเป็นนิวเคลียสของธาตุ
(ค่าๆนี้จะใกล้เคียงกับค่ามวลอะตอมของธาตุ) |
|
Z |
- เลขอะตอม Atomic
mumber
-
ตัวเลขที่บอกถึงจำนวนโปรตอนที่มีอยู่ในนิวเคลียสของธาตุ |
|
X |
-
สัญลักษณ์ของธาตุ เช่น เรเดียม
แทนด้วย Ra ยูเรเนียม แทนด้วย U |
เราจะได้ว่า
สัญลักษณ์ของนิวเคลียสของธาตุ
คือ หรือ เช่น หรือ
เป็นสัญลักษณ์ของนิวเคลียสของธาตุยูเรเนียม
จากสัญลักษณ์นี้เราจะรู้ว่า
นิวเคลียสของธาตุยูเรเนียมนี้ประกอบด้วยจำนวนโปรตอน
92 ตัว
และมีจำนวนโปรตอนและจำนวนนิวตรอนรวมกัน
238 ตัว
คุณสมบัติของธาตุกัมมันตภาพรังสี
|
1.
2.
3.
4.
5. |
ทำให้อากาศแตกตัวเป็นอิออน
สามารถเรืองแสงในที่มืด
ให้รังสีชนิดใดชนิดหนึ่งหรือมากกว่า
เกิดการสลายตัวด้วยตัวมันเองกลายเป็นธาตุใหม่
เรียกว่า
เกิดปฎิกิริยานิวเคลียร์
เมื่อเกิดการสลายตัว
จะให้พลังงานความร้อนจำนวนมาก
เรียกว่า
พลังงานอะตอมหรือพลังงานนิวเคลียร์ |
พลังงานนิวเคลียร์
รังสีที่แผ่ออกมาจากธาตุกัมมันตภาพรังสี
มีอยู่ 3 ชนิด คือ
|
1.
2.
3. |
รังสีแอลฟาหรืออนุภาคแอลฟา
Alpha ray or alpha particle (a - ray )
รังสีบีตาหรืออนุภาคบีตา Bear ray or Beta
particle (b
- ray )
รังสีแกมมา Gamma ray (ก - ray ) |
| ชนิดของรังสี |
สัญลักษณ์ของ
นิวเคลียส |
ประจุไฟฟ้า |
มวล |
ความสามารถทำให้
อากาศแตกตัว
เป็นอิออน |
ระยะทางที่เคลื่อน
ในอากาศ |
วัสดุที่ใช้กั้น
การแผ่รังสี |
| แอลฟา |
 |
+ 2e |
4u |
2500 |
0.01 - 0.1 m |
กระดาษหนังสัตว์ |
| บีตา |

|
-
e |
|
100 |
1-3
m |
AI
แก้ว |
| แกมมา |
- |
ไม่มี |
0 |
1 |
ไม่แน่นอน |
Pb |
|
|
| จากตาราง |
| u |
= atomic
mass unit (a.m.u) |
| e |
=
ประจุไฟฟ้าของอิเล็กตรอน |
|
การเปลี่ยนสภาพของนิวเคลียส
การแผ่รังสีของธาตุกัมมันตภาพรังสี
เกิดจากการเปลี่ยนสภาพของนิวเคลียสของธาตุ
กล่าวคือ
เมื่อให้รังสีออกมาแล้ว
สภาพของนิวเคลียสของธาตุจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
| 1. เมื่อนิวเคลียสของธาตุให้รังสีแอลฟาออกมา |
|
มวลของนิวเคลียส
จะลดลง
ประจุไฟฟ้า จะลดลง |
=
มวลของรังสีแอลฟา
= 2 เท่าประจุไฟฟ้าของอิเล็กตรอน |
|
กล่าวคือ
A ลดลง 4 และ Z ลดลง 2 |
|
สูตรทั่วไป
|
| 2. เมื่อนิวเคลียสของธาตุให้รังสีบีตาออกมา |
|
มวลของนิวเคลียส
จะคงเดิม |
| |
ประจุไฟฟ้า
จะเพิ่มขึ้น |
=
ประจุไฟฟ้าของอิเล็กตรอน |
|
กล่าวคือ
A คงเดิม Z เพิ่มขึ้น 1 |
|
สูตรทั่วไป
|
| 3. เมื่อนิวเคลียสของธาตุให้รังสีแกมมาออกมา |
|
มวลของนิวเคลียส
จะคงเดิม
ประจุไฟฟ้า จะคงเดิม |
กล่าวคือ
การสลายตัวของนิวเคลียสของธาตุให้รังสีแกมมาออกมา
นิวเคลียสของธาตุจะไม่เปลี่ยนไปเป็นธาตุใหม่
ยังคงเป็นธาตุเดิม
แต่มีการเปลี่ยนระดับของพลังงานจากสถานะพื้น
Ground state เป็นสถานะถูกกระตุ้น Excited state
การค้นพบนิวตรอน
พบโดย Chadwick ในปี ค.ศ. 1932
โดยการยิงอนุภาคแอลฟาไปยังนิวเคลียสของเบริลเลียม
Beryllium
แล้วผ่านรังสีที่ได้ไปยังพาราฟิน
Paraffin
จะพบว่ามีโปรตอนเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
แสดงว่าเกิดการชนกันระหว่างอนุภาคกับอนุภาค
Chadwick ตั้งสมมติฐานว่า
รังสีที่ได้เป็นอนุภาคที่มีสมบัติคือ
ก. มีมวล = 1.008665 u
ข. ไม่มีประจุไฟฟ้า
ค.
มีอำนาจในการทะลุทะลวงสูง
เขาเรียกว่าอนุภาคชนิดนี้ว่า
นิวตรอน Neutron และใช้สัญลักษณ์ 
โครงสร้างของนิวเคลียสและไอโซโทป
หลังจาก Chadwick
ค้นพบอนุภาคนิวตรอนแล้ว
ทำให้รู้ว่านิวเคลียสของธาตุประกอบด้วยโปรตรอนและนิวตรอนซึ่งมีมวลเกือบเท่ากัน
นิวเคลียสที่มีเลขมวล A
และเลขอะตอม Z หมายความว่า ใน 1
อะตอมของธาตุ
จะมีจำนวนของโปรตอนและจำนวนของนิวตรอนรวมกันเท่ากับ
A จำนวนของโปรตอน เท่ากับ Z
และจำนวนของนิวตอนเท่ากับ A - Z
เรียกโปรตอนและนิวตรอนที่มีอยู่ภายในนิวเคลียส
รวมกันว่า นิวคลีออน Nucleon
เมื่อ Z เปลี่ยนแปลงไป
(จำนวนของโปรตอนเปลี่ยนแปลงไป)
นิวเคลียสของธาตุจะเปลี่ยนจากธาตุหนึ่งไปเป็นอีกธาตุหนึ่ง
ซึ่งมีคุณสมบัติทางเคมีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
เช่น Z เปลี่ยนจาก 8 เป็น 9
นิวเคลียสของธาตุจะเปลี่ยนจากออกซิเจน
0 เป็นฟลูออรีน F
เมื่อ A เปลี่ยนแปลงไป
(จำนวนของโปรตอนเปลี่ยนแปลงไป)
นิวเคลียสของธาตุจะไม่เปลี่ยนแปลงไป
ยังคงเป็นธาตุเดิมที่มีคุณสมบัติทางเคมีเหมือนเดิม
คุณสมบัติทางฟิสิกส์เปลี่ยนแปลงไป
เรียกกลุ่มของธาตุที่มีจำนวนโปรตอน
Z เท่ากัน แต่มีจำนวนนิวตรอน A
ต่างกัน ว่า ไฮโซโทป Isotope
ไฮโซโทปของธาตุชนิดต่างๆจะมีมวลใกล้เคียงกัน
ซึ่งอาจจะวิเคราะห์ได้โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า
Mass spectrograph
Mass spectrograph ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
|
1. ส่วนเร่งอนุภาค
|
|
|
2. ส่วนคัดเลือกความเร็ว
แรงเนื่องจากสนามไฟฟ้า
qE
V |
=
แรงเนื่องจากสนามแม่เหล็ก
= qvB
= E/B |
|
|
|
3. ส่วนวิเคราะห์
แรงเนื่องจากสนามแม่เหล็ก
qVB |
= แรงสู่ศูนย์กลาง
= (mV2)/R |
ไฮโซโทปของธาตุชนิดเดียว
มีจำนวนโปรตอน Z เท่ากัน
ดังนั้นประจุไฟฟ้า q เท่ากัน
ดังนั้นประจุไฟฟ้า q
เท่ากันมีจำนวนนิวตรอน A ต่างกัน
ดังนั้นมีมวลต่างกัน ทำให้ R
ของแต่ละไอโซโทปไม่เท่ากัน
จึงสามารถ R วัดได้ ดังนั้นหามวล m
ของแต่ละไอโซโทปได้
ขนาดและมวลของนิวเคลียส Size and mass
of nucleus
การหาขนาดของนิวเคลียส
อาจทำได้ง่ายๆโดยการยิงอนุภาคนิวตรอนไปกระทบกับนิวเคลียสที่เราต้องการทราบขนาด
แล้ววัดมุมที่อนุภาคนิวตรอนเบี่ยงเบนไปจากเดิม
ก็จะสามารถหาขนาดของนิวเคลียสได้
เราเรียกวิธีการดังกล่าวนี้ว่า การกระเจิง
Scattering จากการทดลองพบว่า
ขนาดของนิวเคลียสจะขึ้นอยู่กับ
จำนวนนิวคลีออน หรือ เลขมวล A
กล่าวคือ
 |
เมื่อ R 0 คือ
รัศมีของนิวเคลียสของธาตุไฮโดรเจนซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง
1.2 x10-15 เมตร ถึง 1.5 x 10-15
เมตร
ในการคำนวณนิยมใช้ R 0 = 1.2 x10-15 เมตร
การวัดมวลของนิวเคลียส
เราวัดออกมาเป็นหน่วยของ u หรือ a.m.u
โดย
1 u =
1.66 x 10 -27 กิโลกรัม
E = mc 2
จากหลักของ Einstein
ดังนั้นเราอาจจะเขียนมวลในหน่วยของ
u ให้อยู่ในรูปของพลังงานได้โดย
มวล 1 u คิดเป็นพลังงานได้
เท่ากับ 931 MeV
พลังงานยึดเหนี่ยว Binding
energy
โดยที่นิวเคลียส
ประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน
ดังนั้นมวลของนิวเคลียสน่าจะเท่ากับมวลของโปรตอนรวมกับมวลของนิวตรอน
แต่จากการศึกษาพบว่า
มวลของนิวเคลียส
จะมีค่าน้อยกว่า
มวลของโปรตอนรวมกับมวลของนิวตรอนเสมอ
เช่น นิวเคลียสของดิวเธอเรียม
(เรียกว่า ดิวเธอรอน Deuteron)
ประกอบด้วย โปรตอน 1 ตัว นิวตรอน 1
ตัว
มวลของโปรตอน = 1.007276
u
มวลของนิวตรอน =
1.008665 u
มวลของดิวเธอรอนควรจะเป็น 1.007276 u +
1.008665 u = 2.015941 u
แต่ปรากฎว่ามวลของดิวเธอรอน คือ
2.013554 u
มวลที่หายไป = 2.015931 u -2.013554 u = 0.002387 u
เราเรียกมวลที่หายไปหลังจากนิวคลีออนรวมตัวกันเป็นนิวเคลียสว่า
มวลพร่อง
เมื่อคิดเป็นพลังงานจะได้
เรียกพลังงาน DE ว่า พลังงานยึดเหนี่ยว
Binding energy
ซึ่งพลังงานจำนวนนี้จะเป็นพลังงานที่ใช้ในการยึดโปรตอนและนิวตรอนให้อยู่รวมกันในนิวเคลียส
(เมื่อต้องการให้นิวเคลียสของธาตุแตกตัวออกเป็นโปรตอนและนิวตอนจะต้องใช้พลังงานอย่างน้อยเท่ากับพลังงานยึดเหนี่ยวนี้)
จากการศึกษา
พลังงานยึดเหนี่ยวของอะตอมของธาตุต่างๆพบว่า
1.
พลังงานยึดเหนี่ยวจะมีค่าเพิ่มขึ้น
เมื่อนิวเคลียสมีขนาดโตขึ้น
2. พลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออน
จะมีค่าใกล้เคียงกัน
ยกเว้นนิวเคลียสขนาดเล็ดที่มีเลขมวล
A น้อยกว่า 20
เสถียรภาพของนิวเคลียส Nuclear stable
เสถียรภาพของนิวเคลียร์จะขึ้นอยู่กับพลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออน
พลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนมีค่ามาก
พลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนมีค่ามาก
เสถียรภาพนิวเคลียร์จะมีค่ามาก
ทำให้แตกตัวได้ยากพลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนมีค่าน้อย
เสถียรภาพของนิวเคลียร์จะน้อย
ทำให้แตกตัวได้ง่าย
การคำนวณหามวลพร่องและพลังงานยึดเหนี่ยว
1.
หาจำนวนของโปรตอนจากค่าของเลขอะตอม
Z และหาจำนวนของนิวตรอนจาก A-Z
2. หาผลรวมของส่วนประกอบย่อย
3.
หาผลต่างระหว่างมวลรวมของส่วนประกอบย่อยของอะตอมกับมวลอะตอมที่กำหนดให้
จะได้ค่าของมวลพร่อง ( Mass defect )
เมื่อคูณด้วย 931 MeV
จะได้ค่าของพลังงานยึดเหนี่ยว
การสลายตัวของธาตุกัมมันตภาพรังสี
1.
ธาตุกัมมันตภาพรังสีจะสลายตัวกลายเป็นธาตุใหม่
โดยการให้รังสีแอลฟาและรังสีบีตาออกมา
ธาตุใหม่ที่ได้นี้จะมีคุณสมบัติทางเคมีแตกต่างไปจากธาตุเดิมและอาจจะเป็นธาตุกัมมันตภาพรังสีหรือไม่ก็ได้
2.
อัตราการสลายตัวของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตภาพรังสี
จะแปรผันตามจำนวนของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตภาพรังสีที่มีอยู่ในขณะนั้น
ถ้า N -
จำนวนของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตภาพรังสีที่มีอยู่ขณะเวลา
t
Dt -
จำนวนของนิวเคลียสของธาตุที่สลายตัวไปในช่วงเวลาสั้นๆ
นับจากเวลา t
DN -
จำนวนของนิวเคลียสของธาตุที่สลายตัวไปใน
1 หน่วยเวลา เราจะได้ว่า
|
|
เมื่อ l คือ
ค่าคงที่
(จะมีค่ามากน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตภาพรังสี) |
|
|
|
เครื่องหมาย
ลบ
บอกให้รู้ว่าเมื่อนิวเคลียสของธาตุเกิดการสลายตัว
จำนวนนิวเคลียสของธาตุจะลดลง
เมื่อช่วงเวลา Dt มีค่าน้อยมาก
กล่าวคือ Dt ---> 0 จะได้ว่า
ปริมาณ จะบอกถึงอัตราการลดลงของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตภาพรังสี
ซึ่งก็คือ
อัตราการแผ่รังสีออกมาในขณะใดขณะหนึ่ง
เรียกปริมาณนี้ว่า กัมมันตภาพ
Activity (A)
หน่วยกัมมันตภาพ
คือ อนุภาค / วินาที หรือ /วินาที
ซึ่งเรียกว่า เบคเคอเรล (Bq)
หน่วยอื่น ๆ
ที่อาจพบ
1. คูรี Curie (Ci)
1 คูรี = 3.7 x 10 10
เบคเคอเรล
2. รัทเธอร์ฟอร์ด Rutherford Rd
1 รัทเธอร์ฟอร์ด = 10 6
เบคเคอเรล
| จากสมการ |
|
เมื่อเราแก้สมการออกมา
จะได้ N = N0e-lt |
เมื่อ N0 -
จำนวนของนิวเคลียสของธาตุ
เมื่อเวลา t = 0
N -
จำนวนของนิวเคลียสของธาตุ
เมื่อเวลา t = t
เวลาครึ่งชีวิต Half life -
ช่วงเวลาที่ธาตุกัมมันตภาพรังสีใช้ในการสลายตัวไปครึ่งหนึ่งของจำนวนที่มีอยู่เดิม
ใช้สัญลักษณ์แทนด้วย เช่น
เวลาครึ่งชีวิตของโซเดียม -24 คือ 15
ชั่วโมง หมายความว่า
ในตอนแรกถ้ามีโซเดียม 1 กรัม
เมื่อเวลาผ่านไป 15 ชั่วโมง
จะเหลือโซเดียม 0.5 กรัม
เวลาผ่านไปอีก 15 ชั่วโมง
จะเหลือโซเดียม 0.25 กรัม ต่อๆไป |