| การใช้ภาษาแสดงออกทางความคิด |
มนุษย์สามารถใช้ภาษาแสดงออกทางความคิดของตนได้ในลักษณะต่าง
ๆ ดังนี้ คือ
1.ใช้ภาษาแสดงเหตุผล
2.ใช้ภาษาแสดงทรรศนะ
3.ใช้ภาษาในการโต้แย้ง
4.ใช้ภาษาในการโน้มน้าวใจ
|
| การใช้ภาษาแสดงเหตุผล |
| ความหมายของคำว่าเหตุผล |
เหตุผล
หมายถึง ความคิดอันเป็นหลักทั่วไปกฎเกณฑ์ รวมทั้งข้อเท็จจริง
ที่สนับสนุนข้อสรุป ข้อวินิจฉัย ข้อตัดสินใจ หรือข้อยุติ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เนื่องจากเราใช้ เหตุผล ในการสนับสนุน ข้อสรุป เราอาจจะเรียก
เหตุผล ว่าข้อสนับสนุนก็ได้ และข้อสรุป เป็นคำกลาง ๆ เป็นศัพท์เฉพาะ
ที่เกี่ยวกับการแสดงเหตุผล ในภาษาที่ใช้กันอยู่ตามปกตินั้นอาจเรียกว่า
ข้อสังเกต,การคาดคะเน, คำวิงวอน, ข้อคิด, หรือการตัดสินใจ ก็ได้ |
| โครงสร้างของการแสดงเหตุผลและภาษาที่ใช้ในการแสดงเหตุผล |
1.
โครงสร้างของการแสดงเหตุผล ประกอบด้วย
-
ตัวเหตุผล หรือเรีรยกว่า ข้อสนับสนุน
-
ข้อสรุป
2. ภาษาที่ใช้ในการแสดงเหตุผล
มี 4 ลักษณะดังต่อไปนี้
2.1ใช้สันธานที่จำเป็นบางคำ
มักเรียงเหตุผลไว้ก่อนสรุป โดยใช้สันธาน จึง เพราะ เพราะว่า
เพราะฉะนั้น เพราะ
จึง หรืออาจเรียงข้อสรุปไว้ก่อนเหตุผล โดยใช้คำสันธาน
เพราะ เพราะว่า ทั้งนี้เพราะว่า
2.2
ไม่ใช้สันธาน แต่เรียบเรียงข้อความโดยวางส่วนที่เป็นเหตุผล
หรือส่วนที่เป็นข้อสรุปไว้ให้เหมาะสม ผู้ฟังก็จะรับสารได้ว่า
ข้อความนั้นเป็นการแสดง เหตุผล อยู่ในตัว เช่น
ฉันจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใด ๆ เป็นอันขาด ฉันได้รับการสั่งสอนจากคุณแม่ให้สู้เสมอ
จะเห็นว่า วรรคแรก เป็นข้อสรุป วรรคที่สอง เป็นเหตุผลที่สนับสนุนข้อสรุป
2.3
ใช้กลุ่มคำเรียงกันบ่งชี้ว่า ตอนใดเป็นเหตุผล หรือข้อสรุป
เมื่อต้องการชี้เหตุผลและข้อสรุป ให้ชัดแจ้งลงไป ก็ระบุไปว่า
ข้อสรุป ข้อสรุปว่า เหตุผลคือ เหตุผลที่สำคัญคือ
2.4
ใช้เหตุผลหลาย ๆ ประกอบกันเข้า เพื่อเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่ข้อสรุปของตน
โดยแยกแยะเหตุผลเป็นข้อ ๆ ไป เพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น |
| กระบวนการแสดงเหตุผลและการอนุมาน |
| การอนุมาน
หมายถึงกระบวนการคิดในการหาข้อสรุปจากเหตุผลที่มีอยู่ การอนุมานมี
2 ประเภท คือ การอนุมานด้วยวิธีนิรนัย และการอนุมานด้วยวิธีอุปนัย |
การอนุมานด้วยวิธีนิรนัย
การอนุมานด้วยวิธีนิรนัย
คือ การแสดงเหตุผลจากส่วนรวม ไปหาส่วนย่อยหรือการอนุมาน จากหลักความจริงทั่วไปกับกรณีเฉพาะกรณีหนึ่ง
แล้วอนุมาน ได้ข้อสรุป ซึ่งเป็นกรณีเฉพาะอีกกรณีหนึ่ง เช่น
| หลักความจริงทั่วไป |
- มนุษย์ทั้งปวงต้องการปัจจัยสี่ |
| กรณีเฉพาะกรณีหนึ่ง |
- ฉันเป็นมนุษย์ |
| กรณีเฉพาะอีกกรณีหนึ่ง |
- เพราะฉะนั้นฉันต้องการปัจจัยสี่ |
หรืออาจจะใช้วิธีนิรนัยอย่างย่อเป็น
ฉันเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น ฉันต้องการปัจจัยสี่ หรือนี้จะใช้ข้อมูล
หรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เป็นกรณีเฉพาะกี่กรณี ก็ได้ เป็นข้อสนับสนุน
เพื่อหาข้อสรุปที่เป็นหลักหรือกฎเกณฑ์ทั่วไป วิธีอุปนัยนี้อาจจะใช้แนวเทียบในการหาข้อสรุปก็ได้
|
| ข้อควรสังเกต
ข้อสรุปด้วยวิธีนิรนัย ต้องเป็นเช่นนั้น ,ข้อสรุปด้วยวิธีอุปนัย
น่าจะเป็นเช่นนั้น |
ความหมายของคำ เหตุ และ ผล
เหตุ หรือ สาเหตุ หรือมูลเหตุ คือ
สิ่งที่ทำให้เกิดสิ่งอื่นตามมา
ผล หรือ ผลลัพธ์ คือ สิ่งที่เกิดตามมาจากเหตุ
การอนุมานโดยพิจารณา สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กัน
การอนุมานด้วยวิธีนี้คือ การอนุมานแบบวิธีอุปนัยนั่นเอง แบ่งได้
3 ประเภทด้วยกันคือ
1. การอนุมานจากสาเหตุไปหาผลลัพธ์
เป็นการอนุมานโดยอาศัยความรู้ ความเข้าใจหาข้อสรุปว่าปรากฎการณ์นั้นทำให้เกิดผลลัพธ์อะไร
เช่น ขยันดูหนังสือ (สาเหตุ) -> อนุมาน
-> สอบได้ (ผลลัพธ์)
2. การอนุมานจากผลลัพธ์ไปหาสาเหตุ
เป็นการอนุมานจากปรากฎการณ์หรือเหตุการณ์ โดยอาศัยความรู้และเข้าใจของเรา
เพื่อสืบหาสาเหตุ เช่น ผลการสอบ ไม่เป็นที่พอใจ
-> อนุมาน -> ความไม่ประมาท ไม่เอาใจใส่
3. การอนุมานจากผลลัพธ์ไปหาผลลัพธ์ เป็นการอนุมานจากปรากฎการณ์หรือเหตุการณ์อย่างหนึ่ง
ว่าเป็นผลลัพธ์ของสาเหตุใด
แล้วพิจารณาต่อไปว่า สาเหตุนั้น อาจจะก่อให้เกิดผลลัพธ์อื่นๆ อีก
ตัวอย่างอนุมานเช่น ตกคณิต (ผลลัพธ์)
-> อ่อนคณิต (สาเหตุ) -> ตกฟิสิกส์ (ผลลัพธ์)
การรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลนี้
ช่วยให้รู้จักพิจารณาสังเกตและทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีระเบียบ |
| การใช้ภาษาแสดงทรรศนะ |
ทรรศนะ คือ ความคิดเห็นที่ประกอบด้วยเหตุผล
โครงสร้างของการแสดงทรรศนะ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน
คือ
1.ที่มา คือ ส่วนที่เป็นเรื่องราวต่างๆที่ทำให้เกิดการแสดงทรรศนะ
2.ข้อสนับสนุน คือ ข้อเท็จจริง
หลักการ รวมทั้งทรรศนะหรือมติของผู้อื่น ที่ผู้แสดงทรรศนะนำมาใส่
เพื่อสนับสนุนทรรศนะของตน
3.ข้อสรุป คือ สารสำคัญที่สุดของทรรศนะ
อาจเป็นข้อเสนอแนะ ข้อวินิจฉัย หรือ ประเมินค่า |
ความแตกต่างระหว่างทรรศนะของบุคคล
ทรรศนะของคนในสังคม อาจแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญ 2 ประการคือ
1. คุณสมบัติตามธรรมชาติของมนุษย์
ได้แก่ เชาว์ ปฏิภาณ ไหวพริบ ความถนัด เป็นต้น จะพัฒนาได้ เต็มที่ต้องอาศัยการส่งเสริม
และสนับสนุนจากสิ่งแวดล้อม
2. อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม
ทำให้บุคคลมีลักษณะแตกต่างกันในเรื่องความรู้ ประสบการณ์ความเชื่อและค่านิยมดังนี้
| ความรู้ประสบการณ์ |
จะทำให้บุคคลแสดงทรรศนะได้แตกต่างกันไป |
| ความเชื่อ |
บุคคลแสดงทรรศนะต่างกันตามความเชื่อ ซึ่งได้จากการศึกษาอบรมทางครอบครัว
และสิ่งแวดล้อม หรือวัยและประสบการณ์ |
| ค่านิยม |
คือ ความรู้สึกที่มีอยู่ในจิตใจแต่ละคน เป็นเครื่องกำหนดพฤติกรรมและอิทธิพลต่อการแสดงทรรศนะของบุคคล |
|
| ประเภทของทรรศนะ |
1. ทรรศนะเกี่ยวกับข้อเท็จจริง
คือ ทรรศนะที่เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง
การแสดงทรรศนะประเภทนี้ จึงเป็นเพียงการสันนิษฐาน จะน่าเชื่อถือเพียงใดขึ้นกับข้อสนับสนุน
2. ทรรศนะเกี่ยวกับคุณค่า
ค่านิยมเป็นทรรศนะที่ประเมินว่าสิ่งใดดีหรือด้อย เป็นประโยชน์หรือ
โทษ
3. ทรรศนะเกี่ยวกับนโยบาย
เป็นทรรศนะที่บ่งชี้ว่าควรทำอย่างไร อย่างไรต่อไปในอนาคต หรือ
ควรแก้ไขปรับปรุงสิ่งใดไปในทางใด อย่างไร การแสดงทรรศนะ เกี่ยวกับนโยบาย
มักจะต้องเสนอข้อเท็จจริง เพื่อสนับสนุนนโยบายและประเมินค่านโยบายที่เสนอนั้นด้วย
|
| วิธีใช้ภาษาในการแสดงทรรศนะ |
| ภาษาที่ใช้ในการแสดงทรรศนะนั้น
จะต้องใช้ถ้อยคำกะทัดรัด ให้คำที่มีความหมายแจ่มชัด การเรียงลำดับ
ความไม่สับสน วกวน และต้องใช้ภาษาให้ถูกต้อง กับระดับการสื่อสาร
|
| ลักษณะที่ควรสังเกตในการใช้คำหรือกลุ่มคำในการแสดงทรรศนะ |
1. ใช้สรรพนามบุรุษที่
1 หรือคำนามที่ประกอบกับกริยาวลีที่ชี้ชัดว่า เป็นการแสดงทรรศนะ
เช่น พวกเรามีความเห็นว่า
, ข้าพเจ้าเข้าใจว่า
, ผมขอสรุปว่า
..
2. ใช้คำหรือวลีที่บ่งชี้ว่าเป็นการแสดงทรรศนะ
เช่น คำว่า น่า คง คงจะ ควร พึง ตัวอย่าง
เช่น รัฐบาลน่าจะทบทวน
. คณะนักเรียนคงเข้าใจผิดว่า
.
, โรงเรียนควรจะต้องคำนึงถึง
.. |
| การประเมินค่าทรรศนะ |
1. ประโยชน์และลักษณะสร้างสรรค์
ทรรศนะที่ดีควรก่อให้เกิดประโยชน์ และก่อให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้
ขณะเดียวกันก็คงสิ่งดีงามของสังคมไว้
2. ความสมเหตุสมผล ทรรศนะที่ดีจะต้องมีข้อสนับสนุน
ที่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้ข้อสรุปน่าเชื่อ
3. ความเหมาะสมกับผู้รับสาระและกาลเทศะ
ในการพิจารณา จะต้องพิจารณาด้วยว่าทรรศนะนั้น แสดงแก่ผู้ใดและในโอกาสใด
เพื่อจะประเมินได้ว่า เหมาะสมหรือไม่
การใช้ภาษา ภาษาที่ใช้ต้องชัดเจน
แม่นตรงตามที่ต้องการ และเหมาะสม แก่ระดับการสื่อสารหรือไม่ เพียงใด |
| การโน้มน้าวใจ |
| การโน้มน้าวใจ คือ
การใช้ความพยายามที่จะเปลี่ยนความเชื่อ ทัศนคติค่านิยมและการกระทำของบุคคลอื่น
ด้วยกลวิธีที่เหมาะสมให้มีผลกระทบใจบุคคลนั้น จนเกิดการยอมรับและยอมเปลี่ยนตามที่ผู้โน้มน้าวใจต้องการ
|
| ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์กับการโน้มน้าวใจ |
ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์
เป็นแรงผลักดันให้มนุษย์สร้างทัศนคติความเชื่อค่านิยม รวมทั้งกระทำพฤติกรรมอื่นๆ
อีกนานัปการ เพื่อสนองความต้องการ ของตน เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ถูกเร้าจนกระจักษ์ว่าถ้าตนได้ปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำไปตามแนวทางที่ถูกรบเร้านั้นแล้ว
ตนก็จะได้รับสิ่ง ซึ่งสนองความต้องการ ขั้นพื้นฐาน ตามความปรารถนา
เมื่อนั้นมนุษย์ก็จะตกอยู่ในสภาวะที่ถูกโน้มน้าวใจได้ หลักสำคัญที่สุดของการโน้มน้าวใจคือการทำให้มนุษย์ประจักษ์แก่ใจตนเองว่า
ถ้าเชื่อเห็นคุณค่าหรือกระทำตามที่ผู้โน้มน้าวใจชี้แจงหรือชักนำ
ก็จะได้รับผลที่ตอบสนองความต้องการขึ้นพื้นฐานของตน |
การแสดงให้ประจักษ์ถึงความน่าเชื่อถือของบุคคลผู้โน้มน้าวใจ
| 1. |
การแสดงให้ประจักษ์ถึงความน่าเชื่อถือของบุคคลผู้โน้มน้าวใจโดยธรรมดาบุคคลที่มีคุณลักษณะ
3 ประการ คือ มีความรู้จริง มีคุณธรรม และมีความปรารถนาดี
ต่อผู้อื่น ย่อมได้รับความเชื่อถือจากบุคคลทั่วไป |
| 2. |
การแสดงให้ประจักษ์ ตามกระบวนการของเหตุผลผู้โน้มน้าวใจต้องแสดงให้ประจักษ์ว่า
เรื่องที่ตนกำลังโน้มน้าวใจมีเหตุผลหนักแน่น และมีคุณค่าควร
แก่การยอมรับ อย่างแท้จริง |
| 3. |
การแสดงให้ประจักษ์ถึงความรู้สึก และอารมณ์ร่วมบุคคลที่มีอารมณ์ร่วมทันย่อมคล้อยตามทันได้ง่ายกว่าบุคคลที่มีความรู้สึกปฏิปักษ์ต่อกัน
เมื่อใดที่ผู้โน้มน้าวใจ ค้นพบ และแสดงอารมณ์ร่วมออกมา การโน้มน้าวใจก็จะสัมฤทธิ์ผล |
| 4. |
การแสดงให้เห็นทางเลือกทั้งด้านดีและด้านเสียผู้โน้มน้าวใจต้องโน้มน้าวผู้รับสารให้เชื่อถือ
หรือปฏิบัติเฉพาะทางที่ตนต้องการ โดยชี้ให้ว่าสิ่งนั้น มีด้านที่เป็นโทษ
อย่างไร ด้านที่เป็นคุณอย่างไร |
| 5. |
การสร้างความหรรษาแก่ผู้รับสารการเปลี่ยนบรรยากาศ ให้ผ่อนคลายด้วยอารมณ์ขัน
จะทำให้ผู้รับสารเปลี่ยนสภาพจากการต่อต้านมาเป็นความรู้สึกกลางๆ
พร้อมที่จะคล้อยตามได้ |
| 6. |
การเร้าให้เกิดอารมณ์อย่างแรงกล้า เมื่อมนุษย์เกิดอารมณ์ขึ้นอย่างแรงกล้า
ไม่ว่าดีใจ เสียใจ โกรธแค้น อารมณ์เหล่านี้ มักจะทำให้มนุษย์ไม่ใช่เหตุผลอย่างถี่ถ้วน
พิจารณาถึงความถูกต้องเหมาะควร เมื่อมีการตัดสินใจ ก็อาจจะคล้อยไปตามที่ผู้โน้มน้าวใจเสมอแนะได้ง่าย |
|
| น้ำเสียงของภาษาที่โน้มน้าวใจ |
| ควรใช้ภาษาในเชิงเสนอแนะ
ขอร้อง วิงวอน หรือเร้าใจซึ่งในการใช้ถ้อยคำให้เกิดน้ำเสียงดังกล่าว
จะต้องเลือกใช้คำที่สื่อความหมายตามที่ต้องการ โดยคำนึงถึง จังหวะและความนุ่นนวลในน้ำเสียง |
การพิจารณาสารโน้มน้าวใจลักษณะต่างๆ
| 1. |
คำเชิญชวน เป็นการแนะให้ช่วยกันกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
กลวิธีคือ การชี้ให้เห็นผู้ถูกโน้มน้าวใจเกิดความภาคภูมิใจว่า
ถ้าปฏิบัติตามคำเชิญชวน จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ทำประโยชน์แก่ส่วนรวม |
| 2. |
โฆษณาสินค้าหรือโฆษณาบริการ ลักษณะสำคัญของโฆษณาสินค้าคือ
2.1 จะมีส่วนนำที่สะดุดหูสะดุดตาซึ่งมีผลทำให้สะดุดใจสาธารณชน
2.2 ตัวสารจะไม่ใช่ถ้อยคำที่ยืดยาว มักเป็นรูปประโยคสั้นๆ
หรือวลีสั้นๆ
2.3 เนื้อหาจะชี้ให้เห็นถึงความดีของสินค้า
2.4 ผู้โฆษณาจะโน้มน้าวใจที่มุ่งสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
2.5 เนื้อหาของการโฆษณา จะขาดเหตุผลที่หนักแน่นและรัดกุม
2.6 สารโฆษณาจะปรากฎทางสื่อต่างๆ ซ้ำๆ กัน |
| 3. |
โฆษณาชวนเชื่อ เป็นการพยายามโดยจงใจเจตนา ที่จะเปลี่ยนความเชื่อและการกระทำของบุคคล
ให้เป็นไปในทางที่ตนต้องการ ด้วยวิธีต่างๆ โดยไม่คำนึง ถึงความถูกต้อง
ของเหตุผลและข้อเท็จจริง ผู้โฆษณามีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนความเชื่อและอุดมการณ์ของคน
ให้นิยมเลื่อมใสในอุดมการณ์ฝ่ายตน และกระทำพฤติกรรมต่างๆ
ตามที่ฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อต้องการ |
|
กลวิธีในการโฆษณาชวนเชื่อ
| 1. |
การตราชื่อ เป็นการเบนความสนใจและผู้รับสารไปจากเหตุผลและข้อเท็จจริง
ผู้รับสารควรพิจารณาหลักการและเนื้อหาต่างๆ ให้รอบคอบเสียก่อน
โดยไม่ใช้ความคิด หรือเหตุผลตรวจสอบ |
| 2. |
การกล่าวสรุปรวมๆ ด้วยถ้อยคำหรูหรา ผู้โน้มน้าวใจมักจะใช้ถ้อยคำที่ผูกพันความคิด
หลักการ บุคคล สถาบันและอุดมการณ์ ทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือ
เลื่อมใส ด้วยความคิด บุคคลและสถาบัน |
| 3. |
การอ้างบุคคลหรือสถาบัน ผู้โฆษณาจะเน้นการใช้วิธีอ้างถึงสถาบันหรือบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ
เพื่อให้ผู้ฟังเกิดทัศนคติที่ดี หรือเกิดความนิยมชมชอบนโยบาย
หลักการหรืออุดมการณ์ของตน |
| 4. |
การทำเหมือนชาวบ้านธรรมดา ผู้โฆษณาจะเชื่อมโยงตนเองและหลักการหรือความคิดของตน
ให้เข้าไปผูกพันกับชาวบ้านเพื่อแสดงตนว่า ตนเป็นพวกเดียวกับ
ชนเหล่านั้น |
| 5. |
การกล่าวแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน ผู้โฆษณาจะเลือกนำแต่เฉพาะแง่ที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนมากล่าวโดยพยายามกลบเกลื่อนแง่อื่นที่เป็นโทษ |
| 6. |
การอ้างคนส่วนใหญ่ ผู้โฆษณาชวนเชื่อพยายามชักจูงให้ผู้รับสารเกิดความตระหนักว่าคนส่วนใหญ่ประพฤติปฏิบัติเช่นนี้
|
การโน้มน้าวใจจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ก็ต่อเมื่อ
ผู้โน้มน้าวใจมีเจตนาที่ลวง กลบเกลื่อน หรือปิดบังไม่ให้ผู้รับการได้รับรู้ความจริงและเหตุผลที่จะเป็นต้องรู้
|